royal coronation
10 ธันวาคม 2562
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง

พิสูจน์ ไร่อ้อยสุพรรณ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ปราบวัชพืชได้ผล

10 พฤศจิกายน 2562 - 19:08 น.
เกษตรอินทรีย์,สารชีวภัณฑ์,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตร,แบน 3 สาร,พาราควอต
Shares :
เปิดอ่าน 693 ครั้ง

พิสูจน์ แล้ว ไร่อ้อยวสุพรรณ ใช้จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์กำชัดวัชพืช ได้ผลจริง หลังก่อนหน้านี้ขอขึ้นทะเบียนกรมวิชาการไม่ได้

 

10 พฤศจิกายน 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ พร้อมด้วยนายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืนและ เจ้าหน้าที่ กนท.กกส.และกษ.สุพรรณบุรี  

 

 

 

 

ตัวแทนนักวิจัย  เอกชน ที่ร่วมกันศึกษา“จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ร่วมกับ ม. แม่โจ้ ได้ ร่วมกันเข้า ตรวจสอบ แปลงอ้อยอินทรีย์ของ นายสุรินทร์ ขันทอง  บ้านหนองมะค่าโหม่ง ต.หนองมะค่าโหม่ง อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี  ซึ่งมีการปลูกอ้อยอินทรีย์ 600ไ ร่  โดยใช้จุลินทรีย์ในการกำจัดวัชพืช เพื่อเป็นการพิสูจน์ ว่าสามารถใช้ได้ผลจริงหรือไม่ หลังจากพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการกำจัดวัชพืชที่ใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์” และไม่มีการใช้สารเคมี

 

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว. เกษตรฯ ให้ตนพร้อมตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ลงตรวจสอบข้อมูลหลังจากที่ผ่านมา มีการเสนอข้อมูลจากนักวิจัยเอกชน บางกลุ่มที่ทำงานวิจัยร่วมกับ ม. เกษตรแม่โจ้  แจ้งว่ามีการศึกษาวิจัย เรื่องการ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  ที่นำมาใช้ในการทำการเกษตรทั้งระบบและสามารถใช้ได้ผลจริง ตั้งแต่การปรับปรุงบำรังดินที่เคยใช้สารเคมี ให้กับมาเป็นดินที่ไม่มีสารเคมีตกค้าง

 

ขณะเดียวกันยังมีการศึกษา เรื่องการใช้ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “ ในการกำจัดวัชพืช ได้จริง  โดยก่อนหน้านี้ นาย เฉลิมชัย  รมว. เกษตรฯ ได้สั่งให้มีการตั้งคณะทำงานได้ศึกษา ในการหาสิ่งทดแทน ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรหลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติให้แบน 3 สารเคมี ที่เป็นสารเคมีที่ใช้ในการกำจัดวัชพืชและแมลง ซึ่งหากไม่มีสิ่งทดแทนที่ชัดเจน อาจสร้างปัญหาให้กับเกษตรกรได้ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาและหาทางออก กับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งระบบ

 

 

 

 

โดยหลังจากมีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้นำข้อมูลที่มีการศึกษาวิจัยมาให้กระทรวงเกษตร พิจารณาส่งเสริมให้มีการผลิต “ “จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ “  และมีการใช้ จริงในพื้นที่ สุพรรณบุรี  จึงลงตรวจสอบในพื้นที่   และจาการสอบถามข้อมูลทั้งจาก  กลุ่มนักวิจัย และ ผู้ใช้ จริงก็ พบว่าที่ผ่านมา จุลินทรีย์ และชีวภัณฑ์ ที่มีการผลิต มีการใช้ ในกลุ่มคนบางกลุ่ม เพราะมีปัญหาเรื่องการขึ้นที่ทะเบียนของทางกรมวิชาการเพราะ กรมวิชาการจะมี การขึ้นทะเบียนให้เฉพาะชีวภัณฑ์เชิงเดี่ยว  เท่านั้น  จึงติดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียน ทั้งหมด เพราะจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่ทดลองใช้ เป็นเชิงอนุพันธ์   จึงมีปัญหา เพราะตามกฎหมายในการขึ้นทะเบียน และ  ชีวภัณฑ์ ทางเลือกทุกชนิดที่จะสามารถจำหน่ายได้  ต้องการผ่านการรับรองจากกรมวิชาการทั้งหมด เพื่อให้การคุ้มครองเกษตรกร เช่นเดียวกับสารเคมีทั้งหมดเช่นเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตามการประชุมคณะกรรมการศึกษาผลกระทบหลังยกเลิก 3 สาร  ที่มีการประชุมครั้งแรกก็ พบว่าหลังมีการแบน สารเคมี 3 ชนิด  ที่ผ่านมา ยังไม่มีการเตรียมพร้อมเรื่องสิ่งทดแทน ในส่วนสารเคมีที่ถูกแบน จึงได้สั่งการ ให้ทางกรมวิชาการเสนอทางเลือก เข้ามา ปรากฏว่า ในส่วนของกรมวิชการการเสนอมา ส่วนใหญ่เป็นสารเคมี  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม เมื่อแบน สารเคมี และต้องการยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ไม่ควรนำสารเคมีมาทดแทน

 

หลังจากการตรวจสอบก็พบว่า มีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่ เป็น ทางเลือกอีกทางไม่มีการเสนอมา จึงได้มีการสอบถาม ก็ พบว่า ยังไม่เคยมีการขึ้นทะเบียนรับรอง จึงไม่สามารถเสนอต่อที่ประชุมได้  แต่ในที่ประชุม ก็ ด้มีการนำเสนอข้อมูลจาก ทางนายวรยุทธ บุญมี  ผอ. กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน หรือกนท.ว่ามีจุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ที่มีการใช้จริง ตนจึงเข้ามาตรวจสอบ เพื่อสรุปข้อมูลต่อที่ประชุมอีกครั้ง ซึ่งจะมีการประชุม ในวันที่ 14 พฤศจิกายน นี้  โดยจากข้อมูลที่มีการสอบถาม นักวิจัย และเกษตรกรที่ใช้จริง พบว่า มีต้นทุนการผลิต โดย เฉลี่ย พอกับ ต้นทุน ของสารเคมีที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายที่แบนก่อนหน้านี้ แต่มีข้อดีคือ  ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์ ทั้งหมด ซึ่งปลอดภัย สามารถพิสูจน์ได้

 

 

 

ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ กำลังหาทางที่จะช่วยเกษตรกร ทั้งหมด ที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทั้ง 3 สาร   วันนี้มีข้อเสนอที่ดี ไม่ใช่เฉพาะชีวภัณฑ์ ก็เสนอและมาให้ข้อมูลที่กระทรวงเกษตรได้ เพื่อเราจะนำเสนอต่อที่ประชุม เมื่อต้องการ จะยกเลิกการใช้สารเคมี ก็ไม่ควรจะใช้เคมีเข้ามาทดแทน อีกหากยังเสนอ สารเคมีมาเป็นทางเลือกอีก กระทรวงเกษตรจะตอบสังคมได้อย่างไร  หากจุลินทรีย์ ได้ได้ผลจริง และมีการตรวจสอบรับรองได้ ก็ น่าจะเป็นทางเลือกได้อีกทาง ซึ่งนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการประทรวงเกษตรก็ชัดเจนว่า ต่อการส่งเสริมเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นหลัก ซึ่งต้องสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งหมด  

 

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วน แนวคิดที่จะมีการจัดตั้งองค์ขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องเกษตรอินทรีย์ ให้ชัดเจน ในส่วนตนเห็นว่าดี และมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง เนื่องต้องการส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าเกษตรกรอินทรีย์ ที่ยั่งยืน ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตด้วย

 

นายสุรินทร์ ขันทอง เกษตรกร เจ้าของแปลงไร่อ้อย กล่าวว่า เดิมตนใช้เคมี และมีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตค่อนข้างเยอะ  ขณะเดียวกันก็ มีวัชพืช จำนวนมาก ก็พยายามแก้ปัญหามาหลายวิธี จน มาพบชีวภัณฑ์ทางเลือก   ตามที่มีการแนะนำ  จึงลองใช้ดู  หลังจากใช้มานานกว่า 7 ปี ก็ พบว่า การกำจัดวัชพืช สามารถ แก้ปัญหาได้ทั้งระบบ และมีสุขภาพแข็งแรง ระบบนิเวศ กลับมาดีเหมือนเดิม จึงเลือกใช้มาตลอด  แต่ขณะนี้ยอมรับว่า ยังไม่ได้มีการใช้แพร่หลาย เนื่องจาก ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากภาครัฐ มีการขึ้นทะเบียน ให้คาดว่าน่าจะเป็นทางเลือกให้เกษตรกร ได้มากขึ้นด้วย จึงอยากของให้ภาครัฐพิจารณา ในเรื่องนี้ด้วย

 

 

 

 

ยนายฐปนรมย์ แจ่มใส   นักวิจัยอิสระ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้เปิดเผยว่า ตนได้ทำหนังสือ ถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลจากทางกระทรวงเกษตรฯ  เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาชีพทางการเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯประกาศนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้3สารเคมี  ทั้งหมดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร หากต้องการ ยกเลิกการใช้สารเคมีจริง ก็ ควรจะใช้ จุลินทรีย์ ชีวภัณฑ์ ไม่ใช่สารเคมีมาทดแทน 

 

ตนได้ศึกษาวิจัย ร่วมกับ ม.แม่โจ้ และใช้ในแปลงทดลอง และท้าพิสูจน์ ว่าได้ผลจริง ตนจึงพาตัวแทนจากกระทรวงเกษตรมาดู แปลงทดลอง เพื่อให้เห็นชัดเจนจากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับทางกระทรวงเกษตรว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร หากมีข้อสงสัยตนพร้อมจะให้ความร่วมหรือทดลอง ในทุกด้าน

 

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ตนได้ขอขึ้นทะเบียน กับกรมวิชาการมาโดยตลอดเพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร แต่ได้รับการปฎิเสธ ว่าไม่สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ ทั้งที่ต่างประเทศ สามารถ ขึ้นทะเบียนได้ทั้งหมด รวมทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อจำหน่าย และสร้างรายได้มหาศาล และที่ผ่านมา ตนก็เป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มเกษตรกรและผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ หลายประเทศ จึงไม่อยากเกษตรกรไทยเสียโอกาส

 

 

 

 

 

 

 

 

Shares :

ข่าวเกี่ยวข้อง
5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ