royal coronation
วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562
เกษตร/ทำกิน/สัตว์เลี้ยง

ดูความสำเร็จของโครงการหลวงขุนสถาน

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 - 05:01 น.
โครงการหลวงขุนสถาน
Shares :
เปิดอ่าน 359 ครั้ง

 เลิกพืชเชิงเดี่ยวสู่"เกษตรผสมผสาน"ความสำเร็จโครงการหลวงขุนสถาน

               การทำเกษตรบนพื้นที่สูงใน จ.น่าน จากปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีต โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มหันมาปลูกพืชผสมผสานและหลากหลายมากขึ้น โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลเรื่องปัจจัยการผลิต การดูแลพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และเชื่อมโยงกับมูลนิธิโครงการหลวง ในการรวบรวมผลผลิตและส่งจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

 

             “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้พาไปตะลุยเมืองน่าน ดูการขยายผลโครงการพัฒนาพื้นที่สูงของสหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด ที่ปัจจุบันมีการผลิตพืชผักผลไม้เมืองหนาวคุณภาพดีหลายชนิด ภายใต้โครงการเกษตรปลอดภัยส่งตรงสู่ผู้บริโภค        

              เชี่ยวชาญ เลาย่า หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน และในฐานะที่ปรึกษาของสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถานบ้านแสนสุข จำกัด อ.นาน้อย จ.น่าน เล่าว่า สหกรณ์แห่งนี้มีสมาชิกเป็นชาวเขาเผ่าม้งประมาณ 74 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ปลูกกระหล่ำปลี ฟักทอง อาโวคาโด ข้าวไร่ พริกหวาน ทั้งสีแดง สีเหลือง และสีเขียว มะเขือเทศและองุ่น ผลผลิตที่ได้เกษตรกรจะรวบรวมเพื่อนำมาจำหน่ายให้สหกรณ์และบางส่วนขายให้พ่อค้าท้องถิ่น 

            ซึ่งจากการใช้หลักการตลาดนำการผลิตทำให้ผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องราคา เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชผักทุกชนิดได้ตรงต่อคุณภาพและปริมาณที่ตลาดมีความต้องการ ผลผลิตที่ขายดี คือองุ่นและเมล่อน ซึ่งมีความหวานกำลังพอดี เฉลี่ย 13 บริกซ์ขึ้นไป

           ก่อนเริ่มลงมือผลิตสหกรณ์จะร่วมประชุมกับเจ้าหน้าที่โครงการหลวง เพื่อรับทราบเป้าหมายการผลิตสินค้าและการตลาดในแต่ละปี เป็นการวางแผนล่วงหน้าข้ามปี หรืออย่างเร็วสุดคือ 4 เดือน ซึ่งโครงการหลวงจะทำแผนการตลาดล่วงหน้าและจัดสรรโควตาพืชรายตัวให้แก่สหกรณ์นำไปวางแผนการผลิตกับสมาชิกสหกรณ์ เช่น แต่ละปีจะรับซื้อพริกหวาน 2,000 กิโลกรัม เมล่อน 800 กิโลกรัม อาโวคาโด 300 กิโลกรัม โดยราคารับซื้อจะกำหนดจากโครงการหลวงทุกสัปดาห์และจะมีการปรับราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาด

          จากนั้นสหกรณ์จะแจ้งราคารับซื้อผลผลิตให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกได้ทราบว่าราคาพืชผักผลไม้แต่ละชนิดจะรับซื้อในราคาเท่าไหร่ เช่น เมล่อนรับซื้อที่ราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม เป็นต้น โดยสายพันธุ์ที่นิยมคือพันธุ์กรีนเนท

          ทั้งนี้เกษตรกรสมาชิกสามารถปลูกพืชได้ตามความพร้อมของแต่ละคน แต่สหกรณ์จะมีโควตารับซื้อตามที่ได้รับจัดสรรมาจากโครงการหลวงซึ่งในบางปีมีความต้องการมากแต่ผลิตไม่ทัน ซึ่งการทำข้อตกลงกันระหว่างเกษตรกรกับสหกรณ์ทำให้การรับซื้อผลผลิตมีความแน่นอนทั้งในเรื่องปริมาณและราคา ฉะนั้นสมาชิกจะนำผลผลิตมาขายให้สหกรณ์ก่อน ที่เหลือจึงจะไปขายให้พ่อค้าคนกลาง โดยสหกรณ์จะกำหนดคุณภาพผลผลิตที่จะรับซื้อเป็นเกรด เอ เกรด บี และคละเกรด

          ปัจจุบันโรงเรือนตัดแต่งและบรรจุผลผลิตสหกรณ์ ได้รับงบอุดหนุนจากโครงการหลวง 2.3 ล้านบาท และเงินสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์อีกจำนวนกว่า 8 แสนบาท เพื่อจัดสร้างโรงเรือนสำหรับรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่เพื่อคัดบรรจุผักและผลไม้ก่อนจัดส่งให้โครงการหลวง

           คมสันต์ ยั่งยืนสกุล ประธานสหกรณ์การเกษตรขยายผลโครงการหลวงขุนสถาน เผยว่า ปลูกองุ่นบนเนื้อที่ประมาณ 518 ตารางวา หรือไร่เศษ กู้เงินจากสหกรณ์ 5 หมื่นบาท มาทำแปลงปลูกขนาดยาว 30 เมตร กว้าง 17 เมตร ซึ่งองุ่นที่ปลูกเป็นพันธุ์บิวตี้ ผลจะเป็นสีม่วงเข้ม และพันธุ์เฟรม ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์ไร้เมล็ดทั้งสองพันธุ์ การลงทุนปลูกองุ่นทั้งหมดใช้เงินไปประมาณ 120,000 บาท เก็บผลผลิตรอบแรกจำหน่ายได้ประมาณ 1 ตันเศษ ได้เงินมา 1 แสนกว่าบาท และอีกรุ่นจะเก็บเกี่ยวประมาณปลายปี คาดว่าจะได้ผลผลิตอีกประมาณ 2 ตัน ซึ่งผลองุ่นที่สวยและได้คุณภาพจะถูกรวบรวมส่งขายให้โครงการหลวงทั้งหมด 

           “ในช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่ขุนสถานจำนวนมาก นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เปิดแปลงองุ่นรองรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเที่ยวชมและชิมผลองุ่นสดๆ ในไร่ ซึ่งในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้เกือบ 3 แสนบาท”

     

 

     ขณะที่ นพลักษณ์ นันตะ อายุ 36 ปี สมาชิกสหกรณ์ เล่าว่า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 10 ไร่มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว แต่รายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ภายหลังจากสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ได้ขอกู้เงินเพื่อทำโครงการปลูกเมล่อนและพืชผสมผสานหลากหลายชนิด ทั้งผัก เมล่อน และองุ่น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม โดยในปีที่ผ่านมาพื้นที่ปลูกเมล่อน 1 ไร่ สามารถเก็บขายได้ 2 รอบใน 1 ปี ระยะเวลาในการปลูกแต่ละรอบประมาณ 3 เดือน เก็บผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ได้ประมาณรอบละ 5 หมื่นบาท 

         “ขณะนี้ได้แบ่งแปลงสำหรับปลูกองุ่นเพื่อรองรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว และตั้งใจว่าจะไม่กลับไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก เพราะรายได้น้อยและต้องใช้สารเคมี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่รวมถึงความปลอดภัยด้วย”

         การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรพื้นที่ขุนสถานนี้น่าจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จให้เกษตรกรพื้นที่สูงอื่นๆ ซึ่งในอนาคตก็หวังว่าหากเกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลดการใช้สารเคมีลง จะส่งผลทำให้พื้นที่และสภาพดินมีความปลอดภัยจากสารเคมีที่เป็นอันตราย สภาพแวดล้อมกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญให้แก่ประเทศไทยได้อีกครั้ง

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended