
ไม่นิรโทษกรรม'ผิดส่วนตัว'
หลังจาก "อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เปิดทางสำหรับการ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ และออกกฎหมายนิรโทษกรรม" เพื่อลดความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมือง ก็ได้รับเสียงตอบรับทันทีจาก "พรรคร่วมรัฐบาล" และ "ฝ่ายค้าน"
โดยเฉพาะการ "นิรโทษกรรม" ดูจะได้รับเสียงตอบรับจาก "นักการเมืองฝ่ายค้าน" เป็นพิเศษ
ฟันธงตรงกันแบบไม่ลังเลว่า สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแก้ไขรัฐธรรม 2550 แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ได้เป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เหมือนกับว่านี่คือจุดพลิกผันของชาติ ที่จะไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ หรือเดินหน้าสู่หายนะ
สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เสียงส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ถ้าจะร่างใหม่ทั้งฉบับอาจจะล่าช้าเกินไป
ขณะที่ "ส.ส.เพื่อไทย" หลายคนเรียกร้องให้ยกรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ทั้งฉบับ
แต่มีเสียงคัดค้านกลับมาว่า ถ้านำ "รัฐธรรมนูญปี 2540" มาใช้จะเกิดปัญหาแน่นอน เนื่องจากขณะนี้โครงสร้างอำนาจได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา, องค์กรอิสระ ไม่เหมือนเดิมกัน และไม่สามารถยกเลิกได้ทันที และหากยกเลิกจะสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น
ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้คือนำรัฐธรรมนูญปี 25550 มาแก้ไขบางมาตรา หรือนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เคยมีการพิจารณาไว้ในสมัยที่ "สุขุมพงษ์ โง่นคำ" รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เป็นประธานดูแลอยู่มาพิจารณาต่อ ซึ่งมีการเสนอแก้ไขไว้ประมาณ 10 มาตรา
โดยเฉพาะมาตรา 237 เกี่ยวกับการยุบพรรค เสียงส่วนใหญ่ทุกพรรคการเมืองเห็นด้วยที่ควรจะให้มีการแก้ไข เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ควรเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่ควรเหมารวมกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด หรือมาตรา 190 เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ที่เห็นว่าเป็นการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล การแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส., การเลือกตั้งวุฒิสภา เป็นต้น
หากนำร่างรัฐธรรมนูญที่ได้พิจารณาค้างไว้ในสภาผู้แทนราษฎรมาทำต่อน่าจะใช้เวลาพิจารณาต่อให้เสร็จสิ้นเพียง 4-6 เดือนเท่านั้น
ส่วน "นิรโทษกรรม" ซึ่งมีเสียงตอบรับจากคนบางกลุ่ม แม้ว่า "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะย้ำว่าการ "นิรโทษกรรม" ก็ต้องมีการพิจารณารอบคอบเป็นพิเศษ โดยจะแยกความผิดทางการเมืองออกจากความผิดทางอาญา
โดยความผิดทางอาญา เช่น การก่อการจลาจล การยุยงปลุกปั่นที่อยู่นอกเหนือจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ รวมถึงความผิดอื่นๆ เช่น การใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การทุจริตคอรัปชั่น ต้องแยกออกมา
อย่างไรก็ตาม "นิรโทษกรรม" อาจได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมพอสมควร เพราะถูกมองว่าทำเพื่อ "นักการเมือง" ไม่ควรเร่งดำเนิน หรือทำพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ด้วยเหตุนี้เองจึงมีนักการเมืองบางคนไม่เห็นด้วย เพราะอาจถูกมองว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม
ที่สำคัญจะทำให้หลัก "นิติธรรม" ของประเทศถูกทำลาย
เพราะต้องยอมรับว่าหากจะมีการนิรโทษกรรมในเรื่องเดียวกันจะทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ต้องทำเหมือนกันทั้งหมด
ดังนั้นการ "นิรโทษกรรม" ต้องพิจารณาแยกความผิดทางการเมืองกับความผิดทางอาญาออกจากกันจึงจะลดข้อครหาของสังคมได้
โดย "สุขุมพงษ์" เห็นว่ากลุ่มคนที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมประกอบด้วย
- ผู้ร่วมชุมนุมซึ่งในประวัติศาสตร์การชุมนุมประท้วงก็มีการนิรโทษกรรมคนเหล่านี้
- ข้าราชการที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้า ซึ่งขณะนี้มีคดีค้างการพิจารณาอยู่ในศาลเป็นจำนวนมากควรได้รับการนิรโทษกรรม
- ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ" (คตส.) ควรได้รับการนิรโทษกรรม แต่ต้องแยกระหว่างความผิดที่ได้รับจากผลกระทบ จากการทำงาน กับ ความผิดส่วนตัว
- คดียุบพรรค ควรคืนสิทธิ์ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้ง
โดยเห็นว่าทั้ง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม" ควรทำพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะ "นิรโทษกรรม" ควรมอบให้หน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องดูแล เพื่อลดข้อครหาของสังคม
แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เรื่องการ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือนิรโทษกรรม" แต่เป็นเรื่องการ "ให้อภัย" ที่น่าจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขอย่างถาวร
สมถวิล เทพสวัสดิ์



