ข่าว

เตรียมชงครม.มาตรการเยียวยาท่องเที่ยว

เตรียมชงครม.มาตรการเยียวยาท่องเที่ยว

21 เม.ย. 2552

"กอร์ปศักดิ์" เผยแนวทางอัดฉีดสภาพคล่องธุรกิจท่องเที่ยว 1.5 หมื่นล้าน ระยะ 6 เดือน ใช้ช่องทางแบงก์เฉพาะกิจของรัฐเปิดบัญชีพิเศษ ด้าน "วีระศักดิ์" เตรียมงัดมาตรการทุกรูปแบบกระตุ้น เจาะกลุ่มไทยเที่ยวไทย พร้อมดึงนักท่องเที่ยว อินโดนีเซีย อินเดีย อิสราเอล อิหร่

 ตามที่รัฐบาลประกาศให้การฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ หลังจากประสบปัญหานักท่องเที่ยวยกเลิกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองของไทยนั้น นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การท่องเที่ยวถือเป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาลูกค้าในธุรกิจนี้หายไป เป็นความผิดของการเมือง จึงต้องพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวให้อยู่รอดต่อไปอย่างน้อย 6 เดือน และหวังว่าหลังจากนั้น เมื่อการเมืองเป็นปกติธุรกิจท่องเที่ยวก็จะสามารถทำมาค้าขายได้ตามปกติ

 รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลว่าภาคการท่องเที่ยวมีความเดือดร้อนอะไร และกำหนดให้เป็นมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่ธุรกิจเดือดร้อนมากที่สุดคือ ไม่มีเงินเดือนจ่ายพนักงาน และมีปัญหาสภาพคล่อง ซึ่งภาคท่องเที่ยวได้ขอเงินแก้ปัญหาสภาพคล่องวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท แต่เอกชนไม่สามารถกู้เงินได้ เนื่องจากหลักทรัพย์เต็มเพดานแล้ว ดังนั้นสิ่งที่รัฐจะช่วยเหลือได้คือ ปล่อยกู้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เช่น ให้ผู้กู้ค้ำประกันกันเอง

 "ยอมรับว่าทำได้ยาก แต่ทำได้ และเราต้องทำ โดยจะนำเรื่องนี้หารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 เมษายนต่อไป" นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว

 ส่วนแนวทางการดำเนินการนั้น รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีสถาบันการเงินของรัฐหลายแห่ง จะแบ่งให้แต่ละแห่งเข้ามาดูแลในการปล่อยกู้ และให้สถาบันการเงินเหล่านั้นตั้งเป็นบัญชีพิเศษ ในลักษณะโครงการเฉพาะและรัฐบาลจะตกลงกับสถาบันการเงินว่า หากเกิดความเสียหายขึ้น ใครจะรับผิดชอบความเสียหายในอัตราเท่าไร เช่น อาจรับผิดชอบคนละครึ่ง ส่วนมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ นั้น คงจะเป็นมาตรการที่ทำไว้แล้ว และมีกำหนด 3 เดือน ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าจะขยายเวลามาตรการออกไปอีก

 นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลยังสนับสนุนให้ธุรกิจท่องเที่ยวนำแรงงานเข้าโครงการต้นกล้าอาชีพเพื่อชะลอการเลิกจ้าง ซึ่งโครงการอบรมแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวจะเริ่มดำเนินการได้ทันทีในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนงบประมาณมีอยู่แล้ว คาดว่าในส่วนโครงการชะลอเลิกจ้างได้เตรียมงบประมาณไว้ 400-500 ล้านบาท

 ด้านนายกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาทบทวนมาตรการการคลัง เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้น ที่ผ่านมาเคยช่วยเหลือด้านการให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งในการประชุม ครม. วันที่ 21 เมษายนนี้ จะหารือเรื่องแก้ปัญหาการท่องเที่ยวด้วย โดยจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือต่างๆ ออกมา

 นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การจัดหาวงเงินเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวตามข้อเรียกร้องนั้น น่าจะออกมาในรูปของการให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐหลายๆ แห่งร่วมกันปล่อยกู้ให้ แทนการออกพันธบัตรมาระดมเงินในช่วงนี้ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่สถาบันการเงินของรัฐก็จะต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการต่างๆ ที่จะให้สินเชื่ออย่างรอบคอบด้วย

 "แบงก์รัฐมีหน้าที่ช่วยเหลือสภาพคล่องอยู่แล้ว ซึ่งหลายแห่งยังมีศักยภาพพอ เพราะรัฐให้เงินเพิ่มทุน เพื่อปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ จึงไม่น่ามีปัญหา แต่การจะให้รัฐบาลออกพันธบัตรแล้วมาปล่อยกู้โดยตรงให้ผู้ประกอบการนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่เกินไป" นายสมชัย กล่าว

 ส่วนมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือภาคท่องเที่ยวนั้น ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้นการจะให้ลดหย่อนภาษี หรือยกเว้นภาษีเงินได้ อาจกระทบต่อฐานะการคลังของรัฐบาล แต่หากเป็นข้อเสนอให้ชะลอการนำส่งภาษี โดยกำหนดเวลาการชำระภาษีไว้ชัดเจน อาจมีความเป็นไปได้มากกว่า

 นอกจากนี้ การฟื้นฟูการท่องเที่ยว รัฐบาลช่วยเหลือได้โดยผ่านนโยบายด้านการใช้จ่ายงบประมาณ ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายของรัฐ หรือส่วนราชการหลายโครงการ นำมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อช่วยเหลือกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้

 อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังไม่ได้ศึกษามาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เพราะเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น จากก่อนหน้านี้เคยศึกษามาตรการฟื้นฟูท่องเที่ยวจากผลกระทบการปิดสนามบินไว้แล้ว แต่สถานการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก คงต้องศึกษากันใหม่

 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมา ได้หารือกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและขนส่งถึงผลกระทบจากความเสียหายของการชุมนุมที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยในส่วนของ ททท.จะช่วยในแง่การตลาดในการประชาสัมพันธ์ให้คนมาท่องเที่ยวไทย และจะดูแลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพราะเมื่อกำหนดให้การฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ก็ควรจะต้องมีสัดส่วนสนับสนุนตรงจุดนี้ด้วย

 นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวและการหาแหล่งเงินกู้ให้ภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยให้คำนึงถึงระยะสั้น 2 เดือน ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีเงินใช้ในธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตกงานตามมา โดยจะนำผลการหารือเสนอไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อให้รัฐมนตรีพิจารณานำเรื่องเข้าเสนอ ครม.ต่อไป ส่วนการคำนวณตัวเลขความเสียหายจากปัญหาการเมืองที่แท้จริงนั้นยังต้องใช้เวลา

 นายวีระศักดิ์ ยังกล่าวในรายการตรงประเด็น เนชั่นเรดิโอ เอฟเอ็ม 102 ถึงแนวทางการเยียวยาธุรกิจท่องเที่ยวว่า การที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาตินั้น จะต้องเร่งประมวลแนวทางแก้ไขปัญหา โดยกำหนดเป็นมาตรการในระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยกลับคืนมาเป็นรายได้หลักของประเทศโดยเร็ว

 โดยมาตรการระยะสั้นที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การผ่อนสายป่านด้านการเงินให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ ซึ่งรัฐบาลต้องร่วมกับสถาบันการเงินต่างๆ ในการขับเคลื่อนกลไกบริการท่องเที่ยว ทั้งในเรื่องของการกำหนดดอกเบี้ยผ่อนปรน หาแหล่งเงินกู้ เพราะหากผู้ประกอบการเกิดอาการช็อก ปิดกิจการ จะทำให้เกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ตามมา

 นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเร่งเรียกลูกค้าใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไทยเที่ยวไทย โดยกระจายกิจกรรมไปสู่ภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น เช่น ในสัปดาห์หน้าจะมีการแถลงข่าวการจัดงานเทรด แฟร์ และคอนซูเมอร์ แฟร์ ในส่วนภูมิภาค ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ ตลาดต่างประเทศ จะเน้นไปที่นักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ อินโดนีเซีย อินเดีย อิสราเอล และอิหร่าน เนื่องจากเป็น 4 ประเทศที่มีแนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 นอกจากนี้ จะจัดแคมเปญ "ไทยแลนด์ แฟนคลับ" เพื่อชักชวนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเป็นสมาชิก เพื่อส่งข้อมูลการท่องเที่ยวไปให้ทางอีเมลอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก 64% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย เป็นการ "มาซ้ำ" ส่วนมาตรการระยะกลาง ได้แก่ การเปิดตลาดใหม่ หรือนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ในตลาดเดิม โดยทำกิจกรรมผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ โรงเรียนนานาชาติ ธุรกิจความงาม และธุรกิจอาหาร ขณะที่มาตรการระยะยาว ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ยั่งยืน

 "ผมยังเชื่อว่าธุรกิจท่องเที่ยวไทยยังมีความหวัง ประเทศไทยยังขายได้ ไม่ต้องลดราคากันดุเดือด ต้องทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกปลอดภัย และคุณภาพการท่องเที่ยวเป็นไปตามความคาดหวัง แต่ก็หวังว่าหากมี 2 ข้อนี้ แต่ผู้ประกอบการคงไม่จมน้ำตายไปซะก่อน" นายวีระศักดิ์ กล่าว

 ส่วนที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์ อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงสถานการณ์การเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-20 เมษายน ว่า มีสถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 293 แห่ง จำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจำนวน  27,717 ราย เพิ่มขึ้นจากวันที่ 3 เมษายน จำนวน 3,787 ราย และสถานประกอบการที่มีแนวโน้มเลิกจ้างอีกกว่า 390 แห่ง ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ 174,130 ราย แบ่งเป็นลูกจ้างที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างจำนวน 65,868 ราย ลูกจ้างที่ถูกลดเงินโบนัส ลดเวลาในการทำงานจำนวน 108,297 ราย ซึ่งลูกจ้างที่มีแนวโน้มการถูกเลิกจ้างนั้น นายจ้างจะพิจารณาจากอายุการทำงาน หรือประสิทธิภาพการทำงาน หากมีสถานประกอบการที่ทำการเลิกจ้างเกิดขึ้นลูกจ้างเหล่านี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกถูกเลิกจ้าง 

 นายอาทิตย์ กล่าวว่า สถานประกอบการที่ทำการเลิกจ้างส่วนใหญ่จะเป็นประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตเครื่องจักร และผลิตเครื่องเรือน ทั้งนี้ กสร.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเจรจาและรับฟังปัญหาของเจ้าของสถานประกอบการ โดยเจ้าหน้าที่จะแนะแนวทางออกเพื่อไม่ให้มีการเลิกจ้าง เช่น ลดต้นทุน หรือยกเลิกโบนัส ซึ่ง กสร.เคยทำสำเร็จมาแล้ว อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมยังน่าเป็นห่วงว่าจะมีแนวโน้มเลิกจ้าง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง เพราะในระยะยาวหากมีผู้คนเดินทางไปเที่ยวและเข้าพักโรงแรมลดลง ก็จะทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นต้องปลดคนงาน

 "สำหรับสถานประกอบการที่ลดค่าจ้างเหลือร้อยละ 75 ของอัตราค่าจ้างที่ได้รับตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2551 เพื่อชะลอการเลิกจ้างนั้น บางรายถือโอกาสลดค่าจ้างลงเรื่อยๆ แล้วทำการเลิกจ้างเพื่อที่จะได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในจำนวนอัตราเงินเดือนที่น้อยลงนั้น เรื่องนี้ทำไม่ได้  เนื่องจากหากมีการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามระยะเวลาการทำงาน หากลูกจ้างคนใดถูกเจ้าของสถานประกอบการใช้วิธีนี้ สามารถแจ้งได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศ” นายอาทิตย์ กล่าว