
ต่างชาติโยกเงินออกหนี"การเมือง"เทขาย"หุ้น-บอนด์"-ธ.โลกนโยบายพรรคดันเงินเฟ้อ
ต่างชาติเริ่มโยกเงินออกจากตลาดหุ้นและตราสารหนี้ กังวลสถานการณ์ทางการเมือง ดัชนีหุ้นไทยทรุดอีก 20 จุด ระบุตั้งแต่เดือนมิถุนายนเทขายสุทธิ 1.39 หมื่นล้านบาท ธนาคารโลกชี้นโยบายพรรคการเมืองมีผลต่อเงินเฟ้อหากนำมาใช้จริง
แหล่งข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เริ่มเห็นเม็ดเงินไหลออกไปค่อนข้างมาก โดยจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศ อีกทั้งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ อย่างโกลด์แมนแซคส์ และมอร์แกน สแตนเลย์ ได้ออกบทวิจัยแนะนำให้ลูกค้าลดน้ำหนักการลงทุนในไทย เพราะกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองหลังเลือกตั้ง
ทั้งนี้ สมาคมตราสารหนี้ไทย รายงานว่า ยอดการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในเดือนพฤษภาคมลดลงเหลือซื้อสุทธิ 1.9 หมื่นล้านบาท จากเดือนก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิกว่า 1.63 แสนล้านบาท ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในเดือนพฤษภาคมกว่า 1.66 หมื่นล้านบาท
"ถ้าดูภาพรวมตั้งแต่ต้นปีมาก็ยังเป็นไหลเข้าสุทธิอยู่ เพราะรวมในเรื่องของดุลบัญชีเดินสะพัดด้วย แต่ระยะหลังเริ่มเห็นการออกไปบ้าง ซึ่งก็มีมากพอสมควร โดยเฉพาะตลาดหุ้นจะเห็นว่าต่างชาติเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ตลาดบอนด์ก็เช่นกันต่างกับเดือนเมษายนที่เป็นยอดไหลเข้าสุทธิ" แหล่งข่าวกล่าว
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังเทขายหุ้นออกมาสุทธิกว่า 6,300 ล้านบาท ดัชนีปิดตลาดลดลง 20.17 จุด หรือ 1.95% มีมูลค่าการซื้อขาย 35,772.82 ล้านบาท รวมตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 13,900 ล้านบาท
ด้าน น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย แถลงรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับเดือนมิถุนายน 2554 โดยระบุว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.7% พร้อมทั้งกล่าวถึงนโยบายพรรคการเมืองของไทยว่า หากพรรคการเมืองนำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาปฏิบัติจริง จะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เพราะมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น มีการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ส่วนผลกระทบต่อฐานะการคลังนั้น แม้ว่าจะมีการใช้จ่ายจากภาครัฐตามที่พรรคการเมืองหาเสียง แต่เชื่อว่าคงไม่ทำให้เกินกรอบความยั่งยืนทางการคลัง
"ในไทยเราให้ความสำคัญกับการขาดดุลงบภาครัฐ และให้ความสำคัญกับหนี้รัฐค่อนข้างมาก ดังนั้น รัฐบาลไหนที่เข้ามาก็ไม่อยากให้ 2 ส่วนนี้เพิ่ม นโยบายการเมืองที่ออกมาเชื่อว่าคงอยู่ในกรอบไม่ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมากนัก หรือมีการติดลบดุลการคลังเพิ่มมากนัก เพราะหากมีมากย่อมไม่เป็นสิ่งที่ดีต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ดังนั้น ไม่ว่าใครก็ตามที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล คงอยากเห็นเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ หรือไม่เพิ่มขึ้นมาก" น.ส.กิริฎา กล่าว



