ข่าว

อะไรกันหนักกันหนากับประชานิยมและเลือกตั้งล่วงหน้า

อะไรกันหนักกันหนากับประชานิยมและเลือกตั้งล่วงหน้า

09 มิ.ย. 2554

เรื่องที่จะขอบ่นสักสองเรื่องในช่วงนี้ก็เห็นจะไม่พ้นเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ประชานิยม และเรื่องของการเลือกตั้งล่วงหน้านะครับ ผมรู้สึกว่าการถกเถียงเรื่องนี้เพิ่มเติมสักหน่อยน่าจะทำให้เกิดความครึกครื้นทางปัญญาได้บ้างครับ

ประการแรก เรื่องของประชานิยมนี้เป็นเรื่องที่ผมว่าน่าจะต้องตั้งคำถามกันสักหน่อย ไม่ใช่แค่กับตัวประชานิยมเอง ที่ทุกฝ่ายตอนนี้กำลังสนุกสนานกับการด่าทอ

 แต่หมายถึงกับการด่าทอวิพากษ์วิจารณ์อย่างฉลาดล้ำกับข้อเสียของประชานิยมนั่นแหละครับ

 ประเด็นอยู่ที่ว่า ตอนนี้ประชานิยมกลับกลายเป็นปีศาจร้ายที่จะต้องถูกวิจารณ์ จากเดิมลองตั้งหลักดีๆ จะพบว่า นักการเมืองนั้นเป็นไอ้ตัวเลว ที่ไปซื้อเสียงกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็โง่แสนโง่ที่ให้นักการเมืองไปซื้อเสียง

 มาวันนี้ก็เลยยกระดับการด่า เป็นนักการเมืองมันก็เลวแสนเลว ที่ไปซื้อเสียงกับชาวบ้านผ่านนโยบายประชานิยม ส่วนชาวบ้านก็เลวแสนชั่วเพราะยอมให้นักการเมืองจูงใจและข้ามไม่พ้นประชานิยม

 มิหนำซ้ำยังมีมาตรฐานทางศีลธรรมตกต่ำขนาดที่ยอมให้มีการคอรัปชั่นได้ถ้าตนเองได้ประโยชน์

 ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าระบบการเลือกตั้งนั้นแสนจะชั่วร้าย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน

 คำถามที่ต้องถามกลับถึงนักวิชาการที่วิจารณ์ประชานิยมทั้งหลายก็คือว่า ถ้าประชานิยมนั้นไม่ดี แล้วอะไรดี? และไอ้ที่คุณว่าดีนั้นใครเป็นคนแบกภาระ?

 ตัวอย่างเช่น ถ้าทุกอย่างของนโยบายประชานิยมเป็นการหวังคะแนนเสียงและแก้ปัญหาในระยะสั้น แต่สร้างปัญหาระยะยาว ประเด็นก็คือถ้าคุณจะแก้แต่ปัญหาระยะยาว ปัญหาระยะสั้นใครจะเป็นคนแก้และแบกภาระ

 เรื่องนี้ยากไม่ใช่น้อย เพราะอย่างน้อยนโยบายประชานิยมนั้นก็เป็นการสะท้อนปัญหาระยะสั้นได้หลายส่วน เพราะคนจนมักจะได้รับผลกระทบก่อนคนรวย และเอาเข้าจริงบ้านเมืองเราก็มักไม่ค่อยมีใครแตะประเด็นในระดับโครงสร้างอยู่ดี โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่ก้าวหน้าเป็นต้น

 ดังนั้นต่อไปนี้ใครที่วิพากษ์วิจารณ์ประชานิยมก็คงจะต้องถูกตั้งคำถามกลับว่าจะแก้ทางอื่นอย่างไร และในระหว่างที่แก้ปัญหาระยะยาวและปัญหาโครงสร้างใครจะเป็นคนแบกภาระ โดยเฉพาะคนยากคนจนซึ่งจะกระทบก่อน และเราคิดว่าเขาไม่มีความสามารถในการแก้ปัญหา จึงต้องหาทางลัดทางการเมือง หรือว่าเราเสียเปรียบเชิงโครงสร้างกันแน่ และเขาจะต้องรออีกนานไหม

 ทีนี้มาเรื่องที่สองก็คือเรื่องของการลงคะแนนเสียงล่วงหน้า ซึ่งผมมีเรื่องหงุดหงิดอยากจะระบายให้ฟังอีกเล็กน้อย

 นั่นก็คือว่า ขณะนี้เรื่องการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้ากลายเป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญมาก ด้วยว่า ตอนนี้ตัวเลขนั้นแทบจะแตะ 3 ล้านไปแล้ว ซึ่งก็เกือบจะเป็นร้อยละ 10 ของการเลือกตั้งทั้งหมด หรืออย่างน้อยก็ได้เกือบ 10 ที่นั่งในบัญชีรายชื่อ (กกต.กะไว้ประมาณที่ละ 2.7 แสนเสียง)

 คนส่วนใหญ่มักจะเฉลิมฉลองว่าการเลือกตั้งล่วงหน้านั้นดี เพราะสะดวกกับคนหลายคนที่ทำงานต่างถิ่น

 แต่คำถามคือ นั่นแปลว่ามีการเลือกตั้งสองวันใช่ไหม?

 สิ่งที่ต้องคิดก็คือเราจะใช้หลักอะไรในการเลือกตั้งล่วงหน้า คือใครก็เลือกได้ หรือเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ?

 อีกทางหนึ่งตอนนี้หลายฝ่ายเองก็ไม่ชอบการเลือกตั้งล่วงหน้า เพราะอาจมีการทุจริตได้จากการบริหารจัดการ อย่างน้อยก็ต้องมาเฝ้าหีบบัตรกัน

 ประเด็นของผมอยู่ที่ว่า การเลือกตั้งล่วงหน้านั้นแม้ว่าจะดี แต่ไม่ควรเป็นเรื่องของการทำกันง่ายๆ แบบนี้ เพราะว่าอย่างน้อย 3 ล้านเสียงนี่สะท้อนว่าคนที่ทำงานต่างถิ่นนั้นไม่ยอมย้ายถิ่นฐานจริง ซึ่งย่อมกระทบไปถึงระบบการจัดการฐานภาษีของแต่ละท้องที่ด้วยว่าเขาสามารถบริหารจัดการท้องถิ่นได้แค่ไหน

 แน่นอนว่าที่ที่ลำบากก็อยากได้ภาษีมาก แต่ที่ที่เจริญก็จะเจอประชากรแฝงมากเช่นกันครับ

 ช่วยๆ กันคิดหน่อยครับ ผมเองก็ได้แต่บ่นครับ คิดออกทุกเรื่องซะที่ไหน