ข่าว

แฉทุนสู้ทุน-การเมืองถลุงงบหาเสียง

แฉทุนสู้ทุน-การเมืองถลุงงบหาเสียง

09 มิ.ย. 2554

เผยวงเงินค่าใช้จ่าย "พรรคการเมือง-นักการเมือง" เงินสะพัดผ่านสื่อรณรงค์หาเสียงหลายรูปแบบ คัทเอาท์ ป้ายหาเสียง แผ่นพับ เอกสารแนะนำตัว ท่ามกลางข้อสงสัยว่า คุ้มประโยชน์หรือไม่

ต้องยอมรับว่า "เทศกาลหาเสียง" คึกคักจริง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของ "เมืองหลวง" ที่เป็น "ศูนย์กลางประเทศ" นี่เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ต่างกับการทำ "สงครามครั้งสุดท้าย" ระหว่างขั้วอำนาจปัจจุบัน กับขั้วอำนาจเดิม ที่เคยกุมอำนาจอยู่ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เมื่อ 19 ก.ย.49

นี่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกฝ่ายที่อยู่ใน "โครงสร้างอำนาจ" ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง และก็ทำให้เกิดการทุ่มสรรพกำลัง ทั้ง "คน" และ "ทุน" ลงสู้ศึกในครั้งนี้แบบหมดหน้าตัก

ไม่น่าแปลกใจ ที่ห้วงเวลานี้ กระแสและทิศทางทางการเงิน มีความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ และอาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับสถานการณ์สู้รบ บนสนามการเมือง ในการเลือกตั้งทุกครั้ง ไม่เว้นแม้แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ และที่แตกต่างก็มีเพียงจำนวนและปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นในหลายเท่าตัว

น่าเชื่อว่า "พรรคการเมือง" และ "นักการเมือง" ก็ไม่สนุกเท่าไหร่นัก กับ "ค่าใช้จ่าย" ที่มีสถิติเพิ่มขึ้นในอัตราทวีคูณ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในภาวะ "ขี่หลังเสือ" ก็มีเพียงหนทางเดียวคือ ขี่ต่อไป และเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะจ้องเจ็บตัวเท่าไหร่ก็ตาม

นี่เพราะภายใต้การลงทุน ยังมีความเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า ค่อยไปถอนเอาทุนที่ลงไปคืนมาได้ หลังการเลือกตั้งผ่านพ้น

ทว่า ! ที่ไม่สนุกแน่ ๆ คือ "ประชาชน" เจ้าของประเทศ ในฐานะ "เจ้าของสิทธิ์" และ "ผู้มีอำนาจเต็ม" ในการใช้สิทธิ์ เพื่อเลือก "ตัวแทน" เข้าไปทำหน้าที่แทน

เสียงสะท้อนจากคำให้การของประชาชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะใน "เมืองหลวง" ที่ถือเป็น "ศูนย์กลางประเทศ" มีเพิ่มมากขึ้น และมากขึ้นในทุกขณะ

คำถามก็คือ ทำไม "พรรคการเมือง" และ "นักการเมือง" ต้องลงทุนขนาดนั้น ? และถ้าต้องลงทุนขนาดนั้น หลังการเลือกตั้ง จะมีการถอนทุนคืนหรือไม่ และอย่างไร

ไม่ต้องเอาอื่นไกล แค่คำถามง่าย ๆ ในช่วง "ฤดูเลือกตั้ง" ก็คือ ทำไมเม็ดเงินที่ใช้จ่าย ในการรณรงค์เลือกตั้ง จึงสูงมากอย่างยิ่ง โดยรูปธรรมที่อาจเห็นได้ชัดคือ ป้ายโฆษณาหาเสียง ทั้งของพรรคการเมือง และของนักการเมือง

ถนนทุกสาย ตรอกซอยทุกแห่ง กระทั่งอาคารบ้านเรือน ที่พักอาศัย ล้วนเต็มไปด้วยป้ายหาเสียง นี่ยังไม่รวมถึงคัทเอาต์ขนาดใหญ่ และสื่อหาเสียงขนาดกลาง และขนาดย่อม ที่ติดไปทุกสถานที่โดยทั่วไป

ประชาชนจำนวนไม่น้อย สงสัยต่อ "สื่อหาเสียง" ที่มีอย่างหลากหลาย และมี "จำนวนมาก" อย่างผิดสังเกต ขบวนรถหาเสียงยาวเหยียด ที่แบ่งสายไปในทุก ๆ พื้นที่ และเต็มไปด้วยสิทธิ์พิเศษ ในการเลือกจอด และเลือกแจก โดยไม่ต้องกังวลใด ๆ ต่อปัญหาจราจร

ทีมหาเสียงในแต่ละขบวน ที่มีจำนวนคนมโหฬาร ค่าใช้จ่าย ค่าพาหนะ ค่าน้ำมัน ค่าจ้าง ค่าจัดทำ และ ค่า ฯลฯ และยังไม่รวมถึงเอกสารแนะนำตัว แผ่นพับ ที่แจกจ่ายถึงมือประชาชน และถูกทิ้งกลายเป็นขยะเกลื่อนทั้งเมือง

เสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายพื้นที่ ตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณ ในการรณรงค์หาเสียง ทั้งของพรรคการเมือง และของนักการเมืองแต่ละคน คำถามคือ ทำไมจึงต้องละเลงงบประมาณ ในการรณรงค์หาเสียง โดยแทบไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ อย่างแท้จริง และเป็นไปได้ไหม ที่จะลดงบประมาณในส่วนที่ว่านี้ เพื่อนำงบประมาณไปใช้ในส่วนที่มีประโยชน์มากกว่า

ที่สำคัญคือ เมื่อการรณรงค์หาเสียง โดยกระบวนการสิ้นเปลืองที่ว่านี้ ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ ในการสื่อสารกับประชาชน ทำไมจึงไม่ตัดขั้นตอนของการรณรงค์หาเสียง โดยกระบวนการที่ว่านี้ แล้วหาทางเลือกอื่นมาทดแทน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการรณรงค์หาเสียงแทน

เช่นว่า การจัด "สถานที่รวม" ในการติดป้ายโฆษณาหาเสียง แจกแผ่นพับแนะนำตัว แจกเอกสาร
นโยบาย และ ฯลฯ ที่ต้องการ โดยรวมทั้งหมดตามจุดที่จัดไว้ให้สำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค และนักการเมืองทุกคน ในพื้นที่นั้น ๆ ให้มารวมไว้ในพื้นที่เดียวกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า จะมี "สถานที่รวม" เช่นว่านี้ ในทุกจังหวัด ในทุกเขตเลือกตั้ง ในทุกอำเภอ หรืออาจจะลงไปถึงระดับตำบล และหมู่บ้าน ตลอดจนการใช้สถานที่ราชการ เป็น "สถานที่รวม" เพื่อดำเนินการเช่นว่านี้

เสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายพื้นที่ ในประเด็นเหล่านี้ น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมองถึงการใช้งบประมาณ ที่มีเป็นจำนวนมหาศาล ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

นี่เป็นงบประมาณของชาติ ที่ใช้ผ่าน "พรรคการเมือง" และ "นักการเมือง"

 ข้อมูลจาก กกต. ระบุว่า มี 40 พรรคการเมือง ส่งผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ มียอดผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ 1,410 คน

ข้อมูลจาก กกต. ระบุว่า มี 12 พรรคการเมือง ส่งผู้สมัครระบบเขต มียอดผู้สมัครส.ส.ระบบเขตทั่วประเทศ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ 2,422 คน

วันศุกร์ที่ 20 พ.ค.2554 กกต. มีมติเห็นชอบ เรื่องการกำหนด "ค่าใช้จ่ายในการหาเสียง" ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 ในวงเงิน 1.5 ล้านบาทต่อคน

 คงไม่ต้องบอกว่า ถ้านำยอดเงิน 1.5 ล้านคน คูณด้วยจำนวนผู้สมัครส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ประเทศไทยจะต้องใช้งบประมาณค่าใช้จ่าย ในยอดรวมเป็นจำนวนเท่าไหร่

แต่นี่ยังเป็นแค่ตัวเลขตามกฎหมาย ไม่ได้รวมถึงตัวเลขส่วนต่าง ที่ไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ
 ตัวเลขที่ว่านี้ ไม่ใช่ตัวเลขค่าใช้จ่ายงบประมาณเพียงตัวเดียวที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี "เงินอุดหนุนพรรคการเมือง" และ "เงินสนับสนุนพรรคการเมือง"

"รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540" ได้มีการกำหนดรายละเอียดในเรื่องนี้ และให้มีการจัดตั้ง "กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง" ซึ่งการ "ปฏิรูปการเมืองไทย" ในปี พ.ศ. 2540 ได้ให้ความสำคัญต่อการให้เงินสนับสนุนพรรคการเมือง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการเงินของพรรคการเมือง

ระบบเงินสนับสนุนพรรคการเมืองของไทย โดยทั่วไป แบ่งได้ 2 รูปแบบ

1.เงินสนับสนุนจากภาคเอกชน (Private Financing)
 2.เงินสนับสนุนจากภาครัฐ (Public Financing)

กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง เป็นรูปแบบหนึ่งของการสนับสนุนพรรคการเมือง โดยรัฐ และประเด็นที่ว่านี้ ก็ยังได้รับการรับรองต่อเนื่อง มาจนถึง "รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550" ซึ่งกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้เริ่มจัดตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล รวมเป็นเงิน 2,700 ล้านบาท และได้จัดสรรเงินสนับสนุนให้พรรคการเมือง จนถึงปี 2554 ไปแล้ว 70 พรรคการเมือง เป็นเงินกว่า 2,270 ล้านบาท

นี่เป็นอีกยอดตัวเลขหนึ่ง ที่บ่งชี้ถึงค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล ที่เป็นงบประมาณที่ถูกนำไปใช้ ในการรณรงค์เลือกตั้ง

แม้ว่า โดยเจตนาของรัฐธรรมนูญ จะมุ่งเน้นถึงการทำกิจกรรมของพรรค ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะการเลือกตั้งเท่านั้น

ทั้งนี้ เกณฑ์ในการจัดสรรเงินนั้นจะดูจากสี่หลัก คือ
1.จำนวน ส.ส.
2.จำนวนคะแนน ในระบบบัญชีรายชื่อ
3.จำนวนสมาชิกพรรค
และ 4.จำนวนสาขาพรรค

ข้อมูลจาก กกต. ระบุว่า ในปีล่าสุด พรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุดก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้รับถึง 60 ล้านบาท ขณะที่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคอันดับรองมา เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา , พรรคภูมิใจไทย กลับได้รับเงินจัดสรรเพียงน้อยนิดเพียงพรรคละ 800,000 บาท เพราะถือว่า เป็นพรรคการเมืองตั้งใหม่ หลังจากที่หัวพรรคเดิม ถูกยุบไปเมื่อปี 2551

กระนั้น หากดูข้อมูลย้อนหลัง จะพบว่า พรรคเพื่อไทย ที่เป็นพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเดิม ก็ได้รับจัดสรรจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่ง ในช่วงก่อนหน้านั้น ด้วยยอดรวม 736,029,881.77 บาท ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ในห้วงเวลาเดียวกัน ได้รับ 672,045,537.56 บาท

ต้นปี 2554 นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ได้ประชุมและมีมติเห็นชอบ วงเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ตามแผนการดำเนินงานประจำปี 2554 จำนวน 6 พรรคการเมือง เป็นเงิน 114,314,100 บาท

1.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 60,000,000 บาท
2.พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ 27,486,300 บาท
3.พรรครวมชาติพัฒนา ได้ 13,006,800 บาท
4.พรรคประชาราช ได้ 8,073,600 บาท
5.พรรคเครือข่ายชาวนา ได้ 3,712,000 บาท
6.พรรคความหวังใหม่ ได้ 2,035,400 บาท

นี่เป็นตัวเลขวงเงินงบประมาณ ที่ภาครัฐได้ให้กับพรรคการเมือง เพื่อเป็น "ค่าใช้จ่าย" ในทางการเมือง

ว่าไปแล้ว เงินสนับสนุนพรรคการเมืองตามกฎหมาย มี 2 รูปแบบ คือ เงินบริจาคให้พรรคการเมืองจากภาษีของประชาชน และเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง

เรียกว่า มี 2 ฐาน คือจากประชาชน และจากภาครัฐ

เงินบริจาคจากภาษี มีขึ้นตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง พ.ศ.2551 กำหนดว่า ประชาชนบริจาคสนับสนุนพรรคการเมืองได้ โดยหักจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารายละ 100 บาท ซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันและยึดโยงกับประชาชน

แต่จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ประชาชนโดยส่วนใหญ่ ไม่ใคร่ยินดีเท่าไหร่นัก ต่อการบริจาคเงินได้ โดยการหักภาษี

จากฐานผู้เสียภาษี เกือบ 10 ล้านคน พบว่า ในปีแรกคือปี 2551 มีผู้แสดงความจำนงจะบริจาค เพียง 69,774 ราย และในปี 2552 ก็มีผู้ประสงค์จะบริจาคเพียง 146,668 ราย และนัยทางสถิติยังบอกความสนใจในทางการเดมืองของประชาชนโดยทั่วไปว่า จำกัดเพียงพรรคการเมืองขนาดใหญ่

เช่นว่า ข้อมูลในปี 2551 จากผู้ประสงค์จะบริจาค 69,774 ราย แยกเป็นผู้ที่บริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ 59,768 คน หรือ 5,976,800 บาท ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทย มีผู้บริจาค 7,941 คน หรือ 794,100 บาท ขณะที่พรรคการเมืองอื่น ๆ ไม่มีพรรคการเมืองใด ได้ยอดผู้บริจาคเกิน 300 คนแม้แต่พรรคเดียว เช่นเดียวกับ ปี 2552 ที่ยอดผู้ประสงค์จะบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ มี 81,330 คน หรือ 8,133,000 บาท ขณะที่พรรคเพื่อไทย มีผู้ประสงค์จะบริจาค 23,057 คน หรือ 2,305,700 บาท

นี่เป็นเพียงตัวเลข งบประมาณที่อาจเห็นได้ ในวงเงินค่าใช้จ่าย ที่พรรคการเมือง และนักการเมือง นำไปใช้จ่ายในทางการเมือง

และนี่ก็เป็นวงเงินงบประมาณ ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยในหลายพื้นที่ ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายเงิน ในลักษณะที่ว่านี้

ทว่า ! นี่ยังไม่รวมถึงจำนวนวงเงินงบประมาณ ที่ "กลุ่มทุน" ใน "ภาคเอกชน" เลือกข้างสนับสนุน เพื่อหวังผลในทางการเมือง

ซึ่งเป็นยอด "เงินบริจาค" เข้าพรรคการเมือง ในจำนวนมหาศาลยิ่งกว่าอีกหลายเท่าตัว และถูกนำมาใช้ในกิจกรรมการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

คำถามคือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะรับฟังเสียงประชาชน ที่สะท้อนถึงการละเลงงบประมาณ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ผ่านการรณรงค์หาเสียงโดยสื่อหลายรูปแบบ ซึ่งแทบไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ กับประชาชนอย่างแท้จริง

คำถามคือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ภาครัฐ โดยเฉพาะ กกต. ซึ่งมีหน้าที่โดยตรง จะคิดหา "ทางเลือก" ใหม่ ๆ สำหรับลดการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไม่เต็มคุณค่า โดยหวังผลเพียงการสร้างภาพในทางการเมือง

นี่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในช่วง "ฤดูกาลเลือกตั้ง" และก็เป็นเสียงของประชาชนเจ้าของประเทศ ซึ่งมีสิทธิ์มีเสียง และมีอำนาจในการใช้สิทธิ์ เลือก "ผู้กระทำการแทน" เข้าไปทำหน้าที่ในระดับประเทศ

เว้นก็เสียแต่ว่า ท่าน ๆ ทั้งหลาย จะยังยินดีเห็นการละเลงงบประมาณอย่างสนุกสนาน โดยมองข้ามประชาชนเจ้าของประเทศเหมือนเดิม