ข่าว

กกต.ห่วงเงินนอกระบบซื้อเสียงสอบยาก

กกต.ห่วงเงินนอกระบบซื้อเสียงสอบยาก

08 มิ.ย. 2554

"กกต." ยันขอให้ธปท.ธนาคารพาณิชย์-ป.ป.ง.สอบธุรกรรมการเงินผิดปกติได้ ห่วงเงินนอกระบบซื้อเสียงมากกว่า เหตุตรวจสอบยาก ผช.ผบ.ตร.ยืนยันได้ข้อมูลเงินเงินหมื่นล้านจากธปท.เดินหน้าตรวจสอบอาจเป็นสัญญาณการซื้อเสียง กำชับทุกพื้นที่จับตาความเคลื่อนไหวทางการเงินหากพบผิ

(8มิ.ย.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรณีมีการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ผิดปกติเป็นจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสานเพื่อนำเงินไปซื้อเสียงว่า   ต้องยอมรับว่า ยังมีการซื้อเสียง แต่ต้องดูว่าเงินเข้ามาด้วยวิธีการใด ในกฎหมายมีช่องทางดำเนินการ ถ้าหากมีการเคลื่อนย้ายเงินผ่านธนาคารก็สามารถดำเนินการได้ ถ้ารู้เบาะแสในตอนนี้กกต.มีความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อยู่และยังมีความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ป.ป.ง.)ที่จะดูเรื่องการฟอกเงินอยู่ โดยสามารถขอให้รายงานความผิดปกติทางการเงินเข้ามายังกกต.ได้

 "การเคลื่อนย้ายเงินสดที่ไม่ได้ผ่านทางธุรกรรมของธนาคารจะตรวจสอบได้ลำบาก ส่วนใหญ่ใช้เงินนอกระบบที่เป็นรูปแบบเงินสดมากกว่า ซึ่งจะมีวิธีการต่างๆค่อนข้างที่จะลำบากในการตรวจสอบ แต่ถ้าเข้ามาในระบบของธนาคารกกต.สามารถขอความร่วมมือไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ธนาคารพาณิชย์ และป.ป.ง.ได้ ซึ่งถ้าพบความปกติของการเคลื่อนไหวเงินก็จะมีการรายงานมากกต. และถ้าพบว่ามีความผิดปกติกกต.ก็มีอำนาจในขอให้ศาลระงับยับยั้งการดำเนินการต่างๆซึ่งเป็นเรื่องที่กกต.ต้องร้องศาลเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ” นายสุทธิพล กล่าวและว่า 

 นายสุทธิพล กล่าวว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของเงินนอกระบบที่มีการทุจริตเลือกตั้งนั้นเท่าที่ทราบขณะนี้มีเพียงแจ้งเบาะแสเข้ามาว่าเป็นการแจกเงิน แต่กระแสไหลเวียนของเงินสดยังไม่ทราบว่าได้มีการรวมเงินสดมาจากไหน โดยถ้าเป็นการเคลื่อนไหวผ่านทางธุรกรรมจะมีการโอนเงินผ่านธนาคารจำนวนหลายล้านบาทแล้วมีความผิดปกติแหล่งที่ได้มาไม่ทราบว่าอธิบายได้จากไหนก็จะเป็นความผิดปกติ ที่กกต.สามารถขอความร่วมมือไปยังธนาคารได้

ผช.ผบ.ตร.ยันได้ข้อมูลเงินหมื่นล้านจากธปท.

 พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์ ผู้ช่วยผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าชุดปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีเงินหมื่นล้านที่หายไปจากระบบอย่างน่าสงสัยว่า เรื่องนี้ทราบจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาว่ามีเงินหายไปจากระบบกว่าหมื่นล้านบาทในฐานะที่ตนเองดูแลเรื่องการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็ต้องเข้าไปตรวจสอบดูแล พร้อมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งให้จับตาดูเรื่องนี้ว่ามีการนำเงินไปใช้อย่างผิดปกติหรือไม่ เรื่องเงินหมื่นกว่าล้านที่หายไปจากระบบก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะกกต.เองก็อนุญาตให้แต่ละคนใช้เงินได้ 1.5 ล้านบาทในการหาเสียง ถ้าผู้สมัครส.ส.ทั่วประเทศใช้ก็เป็นเงินหมื่นล้านแล้ว

 พล.ต.ท.ระพีพัฒน์ กล่าวต่อว่า ตนเองได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลพื้นที่ของตนเองเพราะเงินหมื่นกว่าล้านที่หายไปอาจเป็นสัญญาณส่อการทุจริตซื้อสิทธิ์ ขายเสียงได้ ต้องมีการสืบสวนทั้งในทางลับและทางเปิดเผย นอกจากนั้นก็ต้องประสานกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยว่าพื้นที่ไหนมีการเคลื่อนไหวเบิก ถอนเงินผิดปกติจะเข้าไปตรวจสอบทันทีซึ่งการติดตามความเคลื่อนไหวทาการเงินจะเป็นการป้องกันการทำผิดกำหมายเลือกตั้งด้วย ตอนนี้ตนเองเข้าไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้ จากนั้นก็จะเดินทางไปยังภาคตะวันออก และภาคอีสาน ภาคเหนือ ต่อไป โดยมีชุดทำงานอยู่ทั่วประเทศเพื่อดูเรื่องการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในทุกรูปแบบ รวมทั้งจับตาเรื่องเงินหมื่นล้านต่อไปหากพบการใช้เงินผิดปกติจะรายงานให้ปปง.และกกต.ทราบเพราะทำงานร่วมกันอยู่แล้ว

ตร.พร้อมดูแลเลือกตั้งส่งชื่อตำรวจคุมหน่วยเลือกตั้ง

 ที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง(ศรส.ลต.ตร.)  เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษาสบ10 ในฐานะผู้กำกับดูแล ศรส.ลต.ตร. กล่าวภายหลังประชุมว่า วันนี้ได้มีการส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพื่อให้เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ 90,728 หน่วยเลือกตั้ง โดยใช้กำลังตำรวจ 132,695 นาย ซึ่งตำรวจส่วนหนึ่งเป็นตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่อยู่แล้วและประกอบกำลังกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(บช.ตชด.) โดยยืนยันว่าตำรวจทุกหน่วยพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 3 ก.ค. ตั้งแต่คนหีบบัตรจนนับคะแนนเสร็จเรียบร้อย

 พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวถึง ช่วงระหว่างการหาเสียงของผู้สมัคร เจ้าหน้าทีตำรวจจะระวังเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง โดยส่วนนี้เราใช้กำลังตำรวจประมาณ 35,000 นาย ในการระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในจุดที่มีการปราศรัยหาเสียง การเดินทางเข้าพื้นที่พบปะประชาชน อย่างไรก็ตาม ขอประชาสัมพันธ์ไปยังผู้สมัครให้ระมัดระวัง ในเรื่องวัสดุ อุปกรณ์เพื่อเพิ่มสีสันการหาเสียง ให้คำนึงถึงความปลอดภัยเพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นก็ไม่พ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเข้าไปดูแล

 “ในวันนี้มติที่ประชุมยังได้เพิ่มเขตการเฝ้าระวังเป็นพิเศษเพิ่ม 1 เขต คือ กทม.เขต 23 พระโขนง-บางนา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันของสองพรรคใหญ่ ซึ่งเข้มข้นและสูสีกัน ขณะนี้ได้ให้ตำรวจท้องที่ประสานกับตำรวจส่วนกลางลงพื้นที่ลงไปดูแลหัวคะแนนและการหาเสียงของผู้สมัครเป็นพิเศษ สรุปได้ว่าขณะนี้มี 41 เขต 24 จัวหวัดที่ตำรวจต้องเฝ้าระวังแล้ว”พล.ต.อ.พงศพัศกล่าว

 พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ถึงตอนนี้มีประชาชนทยอยแจ้งเบาะแสการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมายังสายด่วน 1599 มีในภาคอีสานและภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนเรื่องการเล่นหวย สส. ซึ่งเป็นการเปิดโต๊ะรับพนันว่าผู้สมัคร สส. รายใดจะได้เป็นสส.ในพื้นที่ และมีแต้มต่อ ทางศรส.ลต.ตร. ขอเตือนทั้งหัวคะแนน ประชาชน นักพนัน ว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายเลือกตั้งในลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไปลงคะแนนให้คนหนึ่งคนใด ซึ่งขณะนี้พบว่า นักพนันเตรียมที่จะเปิดโต๊ะกันแล้ว แต่ยังไม่พบหัวคะแนนเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ม. 53 ส่วนเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ม.77 โดยกฎหมายใหม่จะมีความผิดทั้งคนรับและคนให้มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ2หมื่น-1แสนบาท แต่สำหรับพี่น้องประชาชนที่รับเงินมาแล้วจะไม่ผิดมีอยู่กรณีเดียวคือ แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและ กกต.ทราบ7วันก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ขอย้ำว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงผิดกฎหมายและหากพบว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามม. 53 มีโทษสูงสุดถึงขั้นยุบพรรค

 พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ได้รับรายงายวาร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ส่งตัวแทนไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนสน.บางบอน ว่า ถูกกลั่นแกล้งโดยการนำธนบัตร 100 บาท ไปติดที่แผ่นพับแนะนำตัวของร.ต.อ.เฉลิม ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนว่าเป็นการกระทำของใคร

 ผู้สื่อข่าวถามว่า การเปิดโต๊ะล่ารายชื่อเอาผิด นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคสส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 ในวันที่ 18 มิ.ย. นี้ เป็นการกระทำเพื่อขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศ ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง จะมีข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไปสู่ประชาชนและสื่อมวลชนมากขึ้นตามลำดับ อย่างเช่นป้ายโนโหวต หรือเรื่องการเปิดโต๊ะล่ารายชื่อเอาผิด เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยเกิดขึ้น อย่างป้ายโนโหวต ของพรรคเพื่อฟ้าดิน ก็ยืนยันว่าในสิทธิ์ที่จะติดตั้งป้ายเพราะเป็นป้ายที่มีขนาดถูกต้องตามที่ กกต.กำหนด ตำรวจต้องขอความชัดเจนจาก กกต.ว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิด หรือเทียบเคียงความผิดมาตราใดตามกฎหมายเลือกตั้ง ทางกกต.ต้องชี้ให้ชัด ซึ่งตำรวจจะได้ดำเนินการได้ถูกต้อง ในบางครั้ง กกต. เขต หรือ กกต.จังหวัดก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของกกต.กลางที่จะให้ความกระจ่าง ก็ขอความกรุณา กกต. ช่วยเป็นหลักให้กับบ้านเมือง ช่วยวินิจฉัยในเรื่องเหล่าต่าง ๆเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ได้ประชุมกับ กกต.ไปแล้วในช่วงเช้าและกกต.ยืนยันว่าจะมีคำตอบให้ในวันนี้

 พล.ต.อ.พงศพัศ ยังกล่าวถึงการหาเสียงผ่านทางเวปไซด์และโซเชียลมีเดียว่า ขณะนี้มีการหาเสียงทางผ่านทางเวปไซด์ 484 เวปไซด์ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีจำนวน 76 เวปไซด์ที่มีข้อความการใส่ร้ายผู้สมัคร และพรรคการเมือง ขณะนี้เราทำได้เพียงเฝ้าติดตามดูและตรวจสอบว่ามีข้อความใดที่ให้ร้ายส่งผลต่อการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์ หากเจ้าของเวปไซด์ปล่อยปละละเลยให้มีข้อความเหล่านี้เกิดขึ้นก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่ในส่วนของเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นการทวิตข้อความหรือเขียนข้อความ เป็นความผิดส่วนบุคคล ทางผู้สมัคร สส. พรรคการเมืองหรือตัวแทน จะต้องเป็นเจ้าทุกข์มาแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับการทำลายป้ายหาเสียง ที่ตำรวจพบการกระทำผิดก็ต้องไปบอกกับเจ้าของป้ายให้มาแจ้งความ หากไม่มีการแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจก็ทำได้เพียงบันทึกข้อมูลไว้เท่านั้น ส่วนการทำลายป้ายหาเสียงขณะนี้ 1 , 158ป้าย ถูกทำลายในพื้นที่ บช.ภ. 1 มากที่สุด 312 ป้าย บช.ภ. 5 จำนวน 160 ป้าย บช.ภ. 4 จำนวน 148 ป้าย บช.ภ. 2 จำนวน 106 ป้ายและ บช.น. 104 ป้าย

 พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีไว้ 7 คดี ซึ่งพบว่า มีผู้ต้องหาเป็นเยาวชนทั้งหมดโดยยอมรับว่ากระทำไปเพราะความคึกคะนอง โดยการเข้าไปขีดเขียนข้อความเพิ่มเติม ไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการกระทำด้วยความคึกคะนองแต่ นโยบายของตร. มีความชัดเจนว่า การทำลายป้ายหาเสียงเป็นการขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง ต้องดำเนินคดี จึงฝากไปยังผู้ปกครอง และทุกฝ่ายต้องช่วยกัน บอกกล่าวไปยังบุตรหลานด้วย ว่าเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง และมีประวัติการกระทำผิดด้วย

 ผู้สื่อข่าวถามถึง เงินจำนวน 1หมื่นล้านบาทที่หายไปจากระบบการเงินของธนาคารซึ่งพล.ต.ท.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์  ผช.ผบ.ตร. ระบุว่า ได้รับข้อมูลจาก ธปท. จริง พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นวาระหนึ่งที่หารือกันในที่ประชุม อยากเรียนว่า ทางตำรวจได้ประสานกับ ธปท. พร้อมตรวจสอบยังไม่พบว่ามีเงินออกจากระบบ แต่ตำรวจไม่ทิ้งประเด็นนี้ ยังประสานกับสำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. โดยจะรวบรวมข้อมูล หรือเบาะแสต่าง ๆให้ ปปง.ตรวจสอบ ในส่วนของ พล.ต.อ.ระพีพัฒน์ ได้ให้ข้อมูลในที่ประชุมว่า ได้รับข้อมูลว่า มีเงินหายไป จึงต้องการให้ตำรวจเกาะติด ตามสกัดกั้น ป้องกันการนำเงินไปซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ผบช.ภ.5มอบนโยบายตำรวจเข้มการเลือกตั้ง

 เมื่อเวลา 09.00น.ที่ห้องประชุมที่ว่าการ อ.เมือง จ.ลำพูน พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผบช.ภ. 5 ประชุมมอบนโยบายการรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 3 ก.ค. แก่ตำรวจชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนทุกสถานีรวมกว่า 700 นาย โดยการ มอบนโยบายในครั้งนี้ มุ่งเน้นสั่งการไปยัง ผบก.ภ. จว.ลำพูนและผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นในสังกัด ให้วางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้งโดย ไม่ช่วยเหลือหรือทำร้ายฝ่ายใด รวมทั้งสืบหาข้อมูลเรื่องการเลือกตั้ง นำไปป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที และให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะข้อมูล ผู้สมัคร แผนที่บ้าน ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ถือสำคัญมาก

 พล.ต.ชัยยะ กล่าวว่า ไม่ได้การจับผิดใดๆ แต่เพื่อป้องกันและระวังเหตุ เมื่อเกิดเหตุใดๆ ขึ้น เพื่อใช้ในการตัดสินใจปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มี หรือระดับปฏิบัติการหาข้อมูลมาไม่ตรงก็ย่อมทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้

 ส่วนกรณีจัดส่งตำรวจไปดูแลรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้สมัคร ส.ส. ทาง ผบช.ภ. 5 มีความยินดีหากมีผู้สมัครร้องขอ ล่าสุด จ.ลำพูนยังไม่มี แต่จะจัดส่งไปช่วยคุ้มครองผู้สมัครครบทุกคน โดยจะติดตามคุ้มครองตั้งแต่ผู้สมัครออกจากบ้านไปหาเสียงจนถึงกลับบ้านโดยสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเข้าเวร ผู้ปฎิบัติงานต้องแต่งกายตำรวจเต็มยศและมีเครื่องหมายระบุเอาไว้ด้วย เพื่อป้องกันการแอบอ้างหรือบุคคลแปลกหน้า หากเกิดเหตุการณ์ใดๆ ขึ้น และสามารถเข้าไปป้องกัน ป้องปราม และแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพได้นั่นเอง
 
 ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและมือปืนในพื้นที่ ยังไม่มีการรายงานการเคลื่อนไหวใดๆ มากนัก แต่ก็ได้รับข้อมูลจากกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และมีข้อมูลจากตำรวจท้องที่เอาไว้อยู่แล้วจำนวนหนึ่ง