
รายงาน-"ยุบสภา" ผ่าแรงบีบ !
น่าสนใจอย่างยิ่งกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่อยู่ท่ามกลางเสือ สิงห์ กระทิง แรด และความแตกแยกของสังคมอย่างรุนแรงในรอบใหม่
ว่านายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยคนนี้จะทนแรงเสียดทานรอบด้านได้มากน้อยแค่ไหน หลังจากผ่านนาทีเฉียดตายมาได้แบบหวุดหวิด จากเหตุการณ์จลาจลป่วนเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง
เพราะ "ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก" ทันที หลังจากที่ฝ่าวิกฤติกลุ่มมวลชนเสื้อแดงก่อจลาจลกลางกรุงแบบบ้าคลั่งมาได้
จนทำให้ภาพความเป็นผู้นำของ "อภิสิทธิ์" ถูกฉายให้โดดเด่นขึ้นทั้งในสายตาของประชาชนในประเทศและประชาคมโลก
แต่นั่นเป็นเพียงบทพิสูจน์ด่านแรกเท่านั้น เพราะนับจากนี้ไปจะเป็นด่านหินสำหรับนายกฯ รูปหล่อ ที่กำลังตกอยู่ในภาวะ "งานเข้า"
เพราะต้องสะสางปมปัญหาสารพัดรุมเร้าในยามนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวในรูปแบบใต้ดินของกลุ่มคนเสื้อแดง
รวมถึงงานหนักที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ กับปมปัญหาคนร้ายใช้อาวุธสงครามถล่มยิง สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนาทีนี้รัฐบาลตกอยู่ในภาวะจับมือใครดมไม่ได้
นั่นเพราะเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างสีขึ้นรอบใหม่ระหว่าง "เหลือง-แดง-เขียว-น้ำเงิน-กากี" ที่สุดท้ายจะบานปลายกลายเป็นสงครามมวลชนเกิดขึ้นก็เป็นได้
ทั้งหมดนี้จึงต้องอาศัยความสามารถของ "อภิสิทธิ์" ในการเข้ามาคลี่คลายปมปัญหา แม้ว่าหลายฝ่ายจะออกมาเรียกร้องให้ "อภิสิทธิ์" ทบทวนหน่วยงานและบุคคลที่ดูแลด้านความมั่นคงใหม่
แต่เชื่อว่าอย่างไรเสีย "อภิสิทธิ์" ไม่มีทางที่จะปรับ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงเป็นแน่
เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า "สุเทพ" เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ "อภิสิทธิ์" พร้อมทั้งเป็นคนกล่อมให้ "หนุ่มมาร์ค" กอดเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไว้ต่อ หลังจากถอดใจเมื่อถูกกลุ่มเสื้อแดงบุกปิดล้อมสถานที่ประชุมอาเซียนบวกคู่เจรจา ที่พัทยา
งานนี้ "สุเทพ" จึงต้องออกโรงแทน โดยการโยนให้เป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่มีความสนิทสนมส่วนตัวในฐานะน้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในการจัดคนรับผิดชอบให้เหมาะสมกับงาน
จึงอย่าได้แปลกใจที่มีการเปลี่ยนให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายป้องกันและปราบปราม 2 มารับผิดชอบคดีของกลุ่มพันธมิตร กลุ่มคนเสื้อแดง และคดีลอบยิ่ง สนธิ แทน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร.รับผิดชอบงานป้องกันและปราบปราม 4
เพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงใจ หลังจากมีกระแสข่าวคนที่สามารถคุมกองทัพและตำรวจได้ อยู่เบื้องหลังการลอบเอาชีวิตของ "อภิสิทธิ์" เพื่อที่จะเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแทน
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ "มาร์ค" ไม่แตะรัฐมนตรี และระดับผู้บัญชาการ เพื่อเอาไว้เป็นพวก
แต่งานนี้ใช่ว่า "สุเทพ" กับ "อภิสิทธิ์" จะมั่นใจในความปลอดภัยเต็ม 100%
จึงได้มีความพยายามสร้างสายสัมพันธ์กับคนในกองทัพอีกหลายคน โดยเฉพาะผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในการใช้กำลังทหารเข้าสลายเหตุการณ์จลาจลคนเสื้อแดง
ทั้งหมดนี้จึงทำให้ "อภิสิทธิ์" เบาใจมากขึ้นในเรื่องของความปลอดภัย เพื่อเดินหน้าสางปมสารพัดปัญหาในยามนี้
แต่สถานการณ์รัฐนาวาของ "อภิสิทธิ์" กลับเริ่มสั่นคลอนมากขึ้น เมื่อพรรคร่วมฉวยโอกาสในช่วงจังหวะมรสุมกระหน่ำซัดรัฐบาล
บีบให้ "อภิสิทธิ์" ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่ถูกศาลตัดสิทธิ์เว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
หลังจากสัญญากันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์จนกว่าร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 จะผ่านการพิจารณาของสภา
ก่อนจะเปิดทาง "คืนอำนาจ" ให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้ง ไม่ช้าไม่เร็วในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
สุดท้ายพรรคร่วมเห็นท่าว่างานนี้จะมีแต่ได้กับได้ บรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย จึงออกมาผนึกกำลังกับ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย ออกโรงหวังตีกิน
พร้อมเดินเกมจี้ปรับ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ พ้นเก้าอี้รองนายกฯ คุมสำนักงบประมาณไปให้พ้นทางสะสมกระสุนดินดำ เพื่อ "บรรหาร" จะได้มีอำนาจเต็มในพรรคชาติไทยพัฒนาอีกครั้ง
เช่นเดียวกับที่ "ชวรัตน์" ก็เตรียมวางมือทางการเมือง แต่ต้องการกรุยทางให้บุตรชาย อนุทิน ชาญวีรกูล กลับเข้ามาโลดแล่นบนถนนสายการเมืองอีกครั้ง
ว่ากันว่างานนี้ "บรรหาร" ยอมทุ่มสุดตัว แถมรับออเดอร์มาจากคนไกลต่างแดน !!!
เพราะงานนี้จะทำให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน และนักการเมืองอีก 109 คน ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เกมนี้ใช่ว่า "อภิสิทธิ์" จะยอมให้บีบเพียงฝ่ายเดียว
งานนี้จึงต้องงัดเกม "ถ่วงเวลา" ด้วยการออกมาโยนลูกให้แต่ละพรรคกลับไปศึกษารายละเอียดประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งก่อนที่จะเสนอกลับมาภายใน 2 สัปดาห์
เพราะเมื่อถึงวันนั้น จะได้เห็นสันดานที่แท้จริงของนักการเมืองว่ามีพรรคใดบ้างที่ต้องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อพรรคพวกและคนของตัวเอง
หากจับทางให้ดีก็ยังถือว่า "อภิสิทธิ์" ไหวตัวทัน
เพราะงานนี้เท่ากับเป็นการ "เปิดหน้าไพ่" ให้ประชาชนได้เห็นพฤติกรรมของพรรคการเมืองแต่ละพรรคได้เป็นอย่างดี ว่าแก้กฎหมายเพื่อตัวเองหรือต้องการแก้วิกฤติชาติกันแน่
และเมื่อถึงที่สุด "อภิสิทธิ์" ทนแรงบีบรอบทิศทางไม่ไหว
อำนาจเดียวที่อยู่ในมือคือ "ยุบสภา" ก็จะถูกนำมาใช้ตบหน้านักการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง !
โต๊ะข่าวการเมือง



