
ทุ่ม500ล้านผุดไฟฟ้าชีวมวลจ.ยะลา
ยะลากรีน เอ็นเนอยี่ทุ่ม 500 ล้าน ผุดโรงไฟฟ้าชีวมวล ชี้ 3 จังหวัดชายแดนใต้ศักยภาพสูง เป็นแหล่งเชื้อเพลิงเศษไม้ยางพารา ทะลายปาล์ม มะพร้าว เล็งลงทุนเฟส 2 สนองความต้องการไฟฟ้าเพิ่ม ด้านแบงก์กรุงไทย หนุนเต็มสูบอัดฉีดสินเชื่อเฉียด 400 ล้านบาท
นายยู่สิน จินตภากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยะลากรีน เอ็นเนอยี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลมูลค่า 516 ล้านบาท กำลังการผลิต 9.90 เมกะวัตต์ ที่ จ.ยะลา ซึ่งเป็นเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทยในวงเงิน 381.83 ล้านบาท โดยจะขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำหรับแหล่งเชื้อเพลิงที่ใช้จะมาจากเศษไม้ยางพาราประมาณ 700 ตันต่อเดือน โดยแหล่งวัตถุดิบหลักจะมาจากเศษไม้จากธุรกิจในเครือข่ายประมาณครึ่งหนึ่งที่เหลือจะซื้อจากเกษตรกร คาดว่าจะคืนได้ภายใน 4-5 ปี ขึ้นอยู่กับราคาไม้ยางพาราว่าจะอยู่ในระดับใด
โดยในขณะนี้เศษไม้ยางพารามีราคาสูงขึ้นมาก เพราะยางพารามีราคาสูง ทำให้เกษตรกรชะลอการโค่นต้นยางพาราเก่า ส่งผลให้เศษไม้ยางมีราคาสูงถึง 1.20 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ต่างจากในอดีตที่ราคาไม่ถึง 1 บาท แต่ก็ยังเป็นราคาที่รับได้ เพราะบริษัทพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงของตัวเองเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินเกิดขึ้นได้ยาก และราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่แพงขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไทยต้องหันไปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงมองว่าธุรกิจนี้มีอนาคตที่สดใส จึงเตรียมแผนที่จะขยายกำลังการผลิตในเฟส 2 ต่อไป แต่ก็ต้องรอดูสถานการณ์ของราคาเชื้อเพลิงว่าจะอยู่ในระดับใด
ด้านนายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจพลังงานทดแทนมาก โดยมีพอร์ตสินเชื่อเพื่อสนับสนุนด้านพลังงานและการอนุรักษ์พลังงานกว่า 9 หมื่นล้านบาท โดยในส่วนของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าชีวมวลสูงมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตปาล์ม มะพร้าว และยางพารา รวมทั้งภาครัฐยังได้สนับสนุนโดยการให้ส่วนเพิ่มในโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 1.30 บาทต่อหน่วย ทำให้คาดว่าในปีนี้จะมีผู้เข้ามาลงทุนมากขึ้น



