
ผู้แทนในโลกของตำรวจ
ไม่สร้างภาพลักษณ์ที่ดี นายตำรวจใหญ่พูดคุยกับดิฉันภายหลังจากได้รับทราบมติของที่ประชุมที่มีผลกระทบต่อภาระงานของตำรวจที่เพิ่มมากขึ้นในขณะที่ได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ น้อยกว่าที่ควร รวมถึงไม่ได้รับความสำคัญ ไม่ได้รับเกียรติจากที่ประชุมเทียบเท่ากับกระทรว
ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้บริหารในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่เข้าประชุม แต่กลับส่งรองผู้บังคับการฝ่ายอำนวยการทำหน้าที่เป็น “ผู้แทน” เข้าร่วมประชุม มิใช่ตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ผู้ที่มีอำนาจ และไม่มีบารมีที่จะไปโน้มน้าวชักจูงผู้เข้าประชุมคนอื่นๆ ที่มีทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ตำแหน่ง และหน้าที่ที่สูงกว่าได้
กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็ถึงเวลาประชุมพอดี คนอื่นเขามีคนขับรถมาส่งไม่ต้องวนหาที่จอดรถ ”รองผู้การฯ ที่ถูกส่งมาทำหน้าที่ผู้แทนในที่ประชุมพูดแก้ตัวให้ดิฉันฟัง ภายหลังจากที่เขาเปิดประตูเข้ามาเป็นคนสุดท้ายของที่ประชุมในวันนั้น ภายหลังจากประธานเปิดประชุมไปได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว
การประชุมเพื่อกำหนดกรอบการทำงานระดับชาติที่จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เริ่มต้นขึ้นโดยที่ระดับบิ๊กๆ ของแต่ละหน่วยที่มีอำนาจตัดสินใจมาพร้อมเพรียงกันพร้อมมีทีมเลขาฯ ทำหน้าที่เตรียมพร้อมในการส่งข้อมูลและรับข้อมูลไปดำเนินการ แต่ผู้เข้าประชุมแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับมีสถานะเป็นคนที่อาวุโสน้อยที่สุดในที่ประชุมแห่งนั้น ไม่มีทีมเลขาฯ ไม่มีผู้ช่วยใดๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญไม่มีความคิดเห็นและไม่มีอำนาจ (ไม่กล้า) ตัดสินใจใดๆ เลย
“ผู้บังคับบัญชาได้มีนโยบายและสั่งการเรื่อง...ไปแล้วครับ” และ “ผมขออนุญาตรับไปเรียนผู้บังคับบัญชา” เป็นสองประโยคที่ผู้แทนทำหน้าที่สื่อสารให้ที่ประชุมทราบ ไม่มีการแสดงความเห็น ไม่มีส่วนร่วมในการถกเถียง ไม่มีการซักถามโต้แย้งใดๆ เพราะ...เป็นเพียงผู้มาเซ็นชื่อเข้าประชุมแทน มารับฟังมติที่ประชุมเพื่อไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบเท่านั้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ตำรวจจึงตกอยู่ในสภาวะ “คนชายขอบ” หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า “คนนอกสายตา” ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เนื่องจากผู้บริหารตำรวจขาดวิสัยทัศน์ในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอื่นๆ และเป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะ “ส่งผู้แทนที่มีคุณสมบัติไม่สามารถทำหน้าที่แทนตนเองหรือองค์กรได้อย่างแท้จริง” ให้ทำหน้าที่เข้าประชุมแทนหน่วยงาน (องค์กรตำรวจ) ภาพลักษณ์ขององค์กรจึงคลายมนต์ขลัง ไม่ได้สร้างศรัทธาหรือความเชื่อมั่นใดๆ จากผู้บริหารขององค์กรอื่นๆ ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนั้น
ไม่มีใครสนใจตัวสำรองที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งไปเข้าประชุมแทนอีกต่อไป ไม่มีเสียงของตำรวจในการอธิบายทำความเข้าใจ เรียกร้องหรือต่อรองใดๆ เพื่อเสริมสร้างบทบาท สิทธิ หน้าที่ และประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจในที่ประชุม ในที่สุดมีเพียงมติที่ประชุมที่เสนอให้ตำรวจทำอย่างนั้นทำอย่างนี้โดยไม่ได้สนใจไยดีว่าตำรวจทำได้หรือไม่ มีบุคลากรเพียงพอหรือเปล่า มีปัญหาอุปสรรคอะไรหรือไม่ หรือว่าต้องการการสนับสนุนอะไรบ้างหรือไม่จึงจะทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่เป็นเช่นนี้...มิใช่เพราะผู้บริหารหน่วยงานอื่นๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อตำรวจ
หากแต่เป็นเพราะ...ผู้นำตำรวจเองไม่ได้สนใจที่จะสร้างและรักษาภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรของตน ไม่ได้ใส่ใจ ไม่พิถีพิถันกับการมอบหมายผู้ปฏิบัติงานให้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม เพื่อสร้างศรัทธาและความเชื่อถือจากคนนอกองค์กร
วัฒนธรรมการแต่งตั้งมอบหมายคนที่มีคุณสมบัติที่ไม่เหมาะสมให้ปฏิบัติหน้าที่ในงานด้านต่างๆ ในตำแหน่งต่างๆ ควรที่จะต้องถูกทบทวน ปรับปรุงพัฒนา เพราะนอกจากทำให้เกิดความเสียหายต่อประสิทธิภาพในการทำงานนั้นๆ แล้ว ยังทำให้องค์กรเสียภาพลักษณ์ที่ดีด้วย
ขอวอนผู้นำตำรวจก่อนมอบหรือแต่งตั้งใครให้ทำอะไร โปรดหยุดคิด ทบทวน ไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ เพราะการตัดสินใจเลือกของท่านมีผลกระทบต่อตำรวจคนตัวเล็กตัวน้อยที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก รวมถึงมีผลกระทบต่อแรงจูงใจของภาคีเครือข่ายอื่นๆ ให้เกิดความต้องการทำงานร่วมกับตำรวจมากน้อยเพียงใดด้วย
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



