ข่าว

ช้างชนช้าง-เขต11กทม."ศึกสามเส้าปชป.-ภท.-พท."

ช้างชนช้าง-เขต11กทม."ศึกสามเส้าปชป.-ภท.-พท."

08 มิ.ย. 2554

เขต 11 กทม. ประกอบด้วย เขตหลักสี่ และเขตดอนเมือง (เฉพาะแขวงสนามบิน)

 พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง "สกลธี ภัททิยกุล" บุตรชาย พล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีตเลขาธิการ คมช. ลงสู้ โดย "สกลธี" หรือ "จั้ม"  ระบุว่าการเลือกตั้งครั้งนี้กระแสส่วนใหญ่เน้นที่การเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้ 30 กว่าปี พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยปักธงในได้แต่ 3 ปีที่ผ่านมา ที่เขาได้รับเลือกตั้งมาทำงานตอบแทนคนในพื้นที่ทำให้มีกระแสตอบรับดี แต่ก็ไม่ประมาท หาเสียงโดยการเคาะประตูบ้านมากกว่าขึ้นรถปราศรัย และจากการลงพื้นที่ที่ผ่านมามีเสียงตอบรับดี เชื่อว่าในเขตดอนเมืองที่พรรคไม่มีส.ส.มา 40-50 ปี แต่ในครั้งนี้พรรคมีโอกาสมากที่สุด

 "จั้ม" ได้ประเมินคู่แข่งอย่าง "สุรชาติ เทียนทอง" จากพรรคเพื่อไทยว่า คนเสื้อแดง เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ที่แม้เป็นฐานเสียงที่ดี แต่คนกรุงเทพฯ ก็บอบช้ำจากการชุมนุมมาแล้ว ส่วน "ศุภมาส อิศรภักดี" จากพรรคภูมิใจไทย แม้จะมีฐานเสียงเก่าแต่คิดว่าสู้ได้ เพราะจุดอ่อนคือสังกัดพรรคเล็กทำให้มีผลต่อกระแสเหมือนกัน

 "สกลธี" พูดถึงนโยบายที่จะใช้หาเสียงว่าจะนำนโยบายการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ โดยเฉพาะในซอยหมู่บ้านชินเขต ซึ่งที่ผ่านมา "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" ผู้ว่าฯ กทม. ได้ผลักดันงบประมาณในการสร้างระบบระบายน้ำใหม่ ดังนั้น หากเลือกเขาเป็นส.ส.แล้วก็จะสามารถประสานงานกับผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นคนจากพรรคเดียวกันได้ง่ายขึ้น

 ส่วนพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ทหารจะทำให้เกิดความได้เปรียบหรือไม่ "สกลธี" บอกว่า ไม่มีผล เพราะกำลังพลมีความคิดเป็นของตัวเอง ผู้บังคับบัญชาจะมาสั่งไม่ได้

 ขณะที่พรรคเพื่อไทยส่ง "สุรชาติ เทียนทอง" บุตรชาย "เสนาะ เทียนทอง" ลงชิงชัย "สุรชาติ" หรือ "อ๊อฟ" ยอมรับว่า พื้นที่หลักสี่มีการแข่งขันสูง แต่ถ้าดูความสำคัญของแต่ละบุคคล อย่าง "สกลธี" ก็เป็นเพื่อนรักกันมานาน ส่วน "ศุภมาส" ก็เหมือนพี่สาวที่ให้ความเคารพ ทำให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปได้ด้วยดี ส่วนนโยบายที่จะใช้ในการหาเสียงนั้น จะผลักดันนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทยทั้งการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ซึ่งยืนยันว่าทำได้จริงแน่นอน ส่วนปัญหาสำคัญในเขตหลักสี่คือ เรื่องน้ำท่วมก็จะลงไปแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด

 "อ๊อฟ" บอกว่า พื้นที่นี้เป็นฐานที่มั่นเก่าของพรรคไทยรักไทยเดิม และมีกระแสตอบรับจากประชาชนพอสมควร ไม่เกี่ยวกับการที่เขาเป็นลูกชาย "เสนาะ เทียนทอง" และเขาก็เป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ และยังเดินทำงานการเมืองในเขตนี้มา 6 ปีแล้วทำให้คนรู้จักได้ง่ายขึ้น

 อย่างไรก็ตาม "สุรชาติ" ปฏิเสธที่จะประเมินจุดดีจุดด้อยของคู่แข่ง โดยให้เหตุผลว่า อยากให้แข่งขันกันที่นโยบายมากกว่า ทั้งนี้ ไม่ว่าการแข่งขันของแต่ละพรรคจะเป็นอย่างไร แต่การตัดสินใจอยู่ที่ประชาชน เพราะไม่ว่าพรรคไหนจะมี ส.ก.ในพื้นที่ แต่ไม่มีผลต่อการมาตัดคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะการตัดสินใจของประชาชนระดับท้องถิ่นและระดับชาติแตกต่างกัน

 สำหรับพรรคภูมิใจไทยที่ใครๆ ก็มองว่า ยากที่จะปักธงใน กทม. ยังส่ง "ศุภมาส อิศรภักดี" หรือ "ผึ้ง" ลงแข่งขัน  โดยเธอเล่าว่า ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่หาเสียงมาตลอด ทั้งยังมี "เรณุมาศ อิศรภักดี" ส.ก.เขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพี่สาว ช่วยหาเสียวกับชาวบ้าน โดยใช้ยุทธศาสตร์หาเสียงแยกเป็นกลุ่ม แล้วนำความต้องการของแต่ละกลุ่มแยกเป็นเรื่องที่จะแก้ปัญหา

 "ผึ้ง" เล่าว่า นโยบายที่จะใช้หาเสียงนั้นจะเน้นเรื่องรถไฟฟ้าสายสีชมพู ซึ่งก่อนหน้าที่เคยผลักดันกับ "โสภณ ซารัมย์" รมว.คมนาคม ของพรรคภูมิใจไทยมาตลอด หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาลและได้คุมกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง ก็จะนำโครงการนี้เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปลายปีนี้แน่นอน

 "ศุภมาส" ยังประเมินว่า อาจมีคะแนนพรรคน้อย แต่มีคะแนนพวกเยอะ ขณะที่พรรคการเมืองคู่แข่งกลับมีคะแนนพรรคเยอะ และมีคะแนนพวกน้อย โดย "สุรชาติ" มีคะแนนกลุ่มเสื้อแดงมาช่วยสนับสนุน และ "สกลธี" มีคะแนนจากความเป็นประชาธิปัตย์มาช่วย แต่กระแสส่วนตัวของ "สกลธี" ไม่สูงมากแม้จะเป็นอดีตส.ส.ก็ตาม

 "การแข่งขันของพรรคการเมืองใหญ่ในศึกสามเส้ายังมั่นใจ ถึงเราจะแพ้เรื่องต้นทุนของเวลา แต่เราชนะการทำงานในพื้นที่" ผึ้ง กล่าวอย่างมั่นใจ

 ดังนั้นต้องมาดูว่าในเขตที่การแข่งขันสูงชนิดครบสามพรรค ประชาชนจะไว้วางใจให้ใครมาเป็นตัวแทนพวกเขา


ธนัชพงศ์ คงสาย