ข่าว

คลังชงหั่นงบปี53ลง1-2แสนล้าน รายได้วูบเล็งกู้เงินลงทุน-มูดีส์ขย่มซ้ำจีดีพีลบ4%

คลังชงหั่นงบปี53ลง1-2แสนล้าน รายได้วูบเล็งกู้เงินลงทุน-มูดีส์ขย่มซ้ำจีดีพีลบ4%

21 เม.ย. 2552

กระทรวงการคลังเสนอ ครม.ปรับลดวงเงินงบปี 53 ใหม่ คาดหั่นลง 1-2 แสนล้าน หลังรายได้ปี 52 พลาดเป้าอย่างหนักกระทบต่อเนื่องปี 53 จากผลพวงสถานการณ์ความรุนแรงฉุดจีดีพีติดลบมากกว่าที่คาด ขณะที่ สศค.แจงรายได้ 6 เดือนต่ำเป้าแล้วเกือบแสนล้านบาท ด้าน "มูดีส์" มองจีดี

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังหารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการคลังมีการปรับประมาณการตัวเลขรายได้หลังเกิดสถานการณ์ต่างๆ ใหม่ พบว่าการจัดเก็บรายได้น่าจะปรับลดลงไปอีก ดังนั้นวันที่ 21 เมษายนนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาปรับลดวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2553 โดยคาดว่าจะปรับลดลง 1-2 แสนล้านบาท จากวงเงินเดิม 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อให้การขาดดุลอยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมกันนี้จะเร่งพิจารณาหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเน้นการลงทุนในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า คาดว่ากระทรวงการคลังจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อหาข้อยุติเรื่องแหล่งเงินทุน โดยเน้นแหล่งเงินทุนในประเทศ

 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า กรอบงบประมาณปี 2553 ใหม่ จะไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้จำเป็นต้องหาแหล่งเงินใหม่นอกเหนือจากงบประมาณ ซึ่งอาจเป็นการตั้งกองทุนวายุภักษ์ 2 ขึ้นมา หรือกู้เงินจากต่างประเทศเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าการจัดทำกรอบรายจ่ายใหม่นี้จะยืนอยู่ในกรอบวินัยทางการคลังตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 นายกรณ์กล่าวว่า แหล่งเงินใหม่และโครงการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดงบรายจ่ายครั้งนี้ จะได้ข้อสรุปใน 2 สัปดาห์ แต่ยืนยันว่าเม็ดเงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 1.56 ล้านล้านบาทใน 3 ปีจะยังคงไว้ทั้งหมด รวมถึงเม็ดเงินที่นำมาใช้ในโครงการเรียนฟรีและเบี้ยยังชีพคนชราก็ยังมีต่อเนื่อง ส่วนรายได้ที่ลดลงเป็นผลจากจีดีพีที่หดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ติดลบ 3% ซึ่งอาจหดตัวสูงถึง 4-5%

 นายสมชัย สัจจพงษ์ โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลจัดเก็บรายได้ได้ 104,371 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 11,110 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2552 จัดเก็บได้รวม 559,234 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการถึง 98,277 ล้านบาท หรือ 14.9% เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวลง และการดำเนินมาตรการด้านภาษี เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ คาดว่าจะทำให้การจัดเก็บรายได้ตลอดทั้งปีต่ำกว่าประมาณการ 1.604 ล้านล้านบาท โดยจะต้องดูแลฐานะทางการคลังและการบริหารเงินสดของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเบิกจ่ายมีความต่อเนื่องและเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 ด้านมูดีส์ อินเวสเตอร์ส์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับชั้นนำระดับโลก ระบุว่า ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อยาวนาน ได้บั่นทอนปัจจัยพื้นฐานและเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่กำลังบอบช้ำอย่างหนัก แม้ว่าการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลจะยุติลง แต่สถานการณ์การเมืองไทยก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้มูดี้ส์ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้เป็นหดตัว 4% จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะหดตัว 3%