ข่าว

ผวา"ประชานิยม"ใช้เงิน3ล้านล้านคลังชี้4ปีถลุงเงินแจกรากหญ้าไม่พัฒนาขีดแข่งขัน

ผวา"ประชานิยม"ใช้เงิน3ล้านล้านคลังชี้4ปีถลุงเงินแจกรากหญ้าไม่พัฒนาขีดแข่งขัน

07 มิ.ย. 2554

คลังผวานโยบายหาเสียงพรรคการเมือง ชี้เฉพาะ "ประชานิยม" ต้องใช้เงินก้อนโตถึง 3 ล้านล้านบาทในช่วง 4 ปี ส่วนใหญ่เน้นแจกเงินไม่วางรากฐานพัฒนาประเทศ เตือนกระทบวินัยการคลัง ห่วงตกหลุมลึกเหมือนประเทศในยุโรป

 แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินการใช้งบประมาณจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ในเบื้องต้นพบว่าจะมีการใช้เม็ดเงินเฉพาะนโยบายด้านประชานิยมที่ไม่รวมงบประมาณรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนภายใน 4 ปี สูงถึง 3 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่เน้นการแจกจ่ายเงินให้แก่ประชาชน เพื่อดึงคะแนนเสียงมากกว่าการวางรากฐานเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ขณะที่ไม่มีพรรคการเมืองใดแม้แต่พรรคเดียวพูดถึงนโยบายการจัดเก็บรายได้ เพื่อนำเงินมาใช้สำหรับโครงการประชานิยมเหล่านี้

 ทั้งนี้ หากแต่ละพรรคการเมืองไม่ตระหนักถึงการหารายได้ สนใจเพียงการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อเรียกคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว อาจส่งผลกระทบต่อวินัยทางการคลังได้ เพราะหากมีโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลถึง 3 ล้านล้านบาท แต่ไม่มีแผนการหารายได้ควบคู่ไปด้วยคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

 “กระทรวงการคลังและกรมจัดเก็บภาษีประเมินว่า หากปล่อยให้การเมืองถลุงเงินมหาศาล โดยไม่พูดถึงการจัดเก็บเลยก็อาจมีปัญหา แม้ว่ากระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะเซ็นเอ็มโอยูทำงบสมดุล 5 ปี แต่หากพรรคการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลไม่สนใจประเด็นนี้ ก็คงกระทบต่อวินัยทางการคลัง และหากใช้เงินโดยไม่สนใจวินัยการคลัง ฐานะทางการคลังของไทยอาจเลยร้ายเหมือนหลายๆ ประเทศในยุโรปได้จึงอยากให้พรรคการเมืองคำนึงถึงจุดนี้ด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

 ด้านนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรพร้อมที่จะเสนอข้อมูลการจัดเก็บภาษีต่อรัฐบาลใหม่แล้ว โดยได้สังเคราะห์ข้อมูลนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ เข้าไปด้วย เนื่องจากเห็นว่าหลายพรรคมีนโยบายที่จะลดภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้รัฐบาลได้มีข้อมูลว่าการลดภาษีทุก 1% จะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้อย่างไร ซึ่งแนวทางการลดภาษีนิติบุคคลถือว่าเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ และหันมาเก็บภาษีทางอ้อมและภาษีเฉพาะมากขึ้น เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เนื่องจากหากภาษีนิติบุคคลสูงก็จะมีการย้ายสำนักงานใหญ่ไปตั้งในประเทศที่ภาษีนิติบุคคลถูกกว่า

  แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการปรับโครงสร้างอัตราภาษีว่า ขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างศึกษาโมเดลโครงสร้างภาษีทั้งระบบ โดยจะเสนอโครงสร้างอัตราภาษีใหม่เป็นทางเลือก 2 -3 แนวทางให้นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา ซึ่งกรมสรรพากรยังศึกษาแนวทางที่จะเพิ่มอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในอัตราก้าวหน้าปัจจุบัน 37% เป็น 43% ตามเพดานสูงสุด เพื่อขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมผู้มีเงินได้ทุกกลุ่ม