ข่าว

"สุภิญญา"ทวีตแจงข้อหาลงกสทช.

"สุภิญญา"ทวีตแจงข้อหาลงกสทช.

06 มิ.ย. 2554

"สุภิญญา กลางณรงค์" ทวีต ชี้แจงข้อสงสัย "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ร่างกฎหมายแล้ว ลงสมัครเป็น กสทช. ยอมรับผิดมารยาท และพร้อมรับคำวิจารณ์ ยัน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน อ้าง เหมือน ส.ส.แก้กม.เลือกตั้งเสร็จ แล้วลงเลือกตั้ง

วันนี้ (6 มิ.ย.) น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ในฐานะ 1 ใน 22 ผู้สมัครชิงตำแหน่ง กสทช.(ผ่านกรรมการสรรหา) ได้ทวีตผ่านเวบไซต์ทวิตเตอร์ ชี้แจงกรณีมีผู้ตั้งคำถาม ถึงการลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กสทช. โดยอ้างถึงคำพูดของน.ส.สุภิญญา ที่ว่า จะไม่สมัครเป็น กสทช. และตั้งคำถามว่า ผิดมารยาท ผิดคำพูด และผิดผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่

ทั้งนี้ น.ส.สุภิญญา ยอมรับว่า ผิดมารยาท และพร้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้เต็ม ๆ แต่ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเหตุของการเป็นเอ็นจีโอ เคยร่วมร่างพรบ. กสทช.

น.ส.สุภิญญา ทวีตชี้แจง ว่า เอ็นจีโอ เหมือนกับกลุ่มอื่นๆ ที่เข้าไปผลักดันกฏหมาย แต่เราไม่ได้ทุกประเด็นที่เราต้องการ คนตัดสินสุดท้ายคือสภา ส.ส. และ ส.ว. และการแข่งขัน กสทช. ครั้งนี้ ไม่ได้เปิดให้เฉพาะบุคลลใด ทุกคนมีสิทธิสมัครเป็นได้ตามกระบวนการแข่งขัน ไม่มีใครได้เป็นโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ในการแข่งขันรอบนี้ มีอดีตคนเคยร่าง พรบ.กสทช. เท่าที่รู้ประมาณ 5 คน มาลงสมัคร รวมทั้งอดีต ส.ว. ด้วย ซึ่งไม่พบข้อวิจารณ์คนอื่น ๆ ในเรื่องนี้

น.ส.สุภิญญา ทวีตอีกว่า ในจำนวน 5 คน ที่มีส่วนร่วมร่าง พรบ.กสทช. ที่มาสมัครรอบนี้ มีทั้งคนเข้ารอบและตกรอบ โดยท่านหนึ่งที่ตกรอบ ยังไปฟ้องศาลปกครอง และศาลก็รับฟ้อง ซึ่งถ้าศาลตัดสินเป็นประโยชน์กับท่านนั้น เขาก็จะได้รับเลือกกลับเข้ารอบ ตามกระบวนการยุติธรรม แม้ว่า ท่านนั้นจะมีส่วนในการร่วมร่าง พรบ.กสทช.มาก่อน ซึ่งนอกจากมีส่วนร่วมในการร่าง พรบ.กสทช.แล้ว ท่านนั้น ก็ยังเป็นอดีตเลขา กทช. และเป็น กทช. ปัจจุบันด้วย ซึ่งศาลจะตัดสินคดีท่านนี้ อีก 2 อาทิตย์

น.ส.สุภิญญา ยังได้ทวีตชี้แจงว่า กรณีเรื่องนี้ เป็นเช่นเดียวกับกรณีของ ส.ส. ที่เพิ่งผ่านกฏหมายว่าด้วยการเลือกตั้งไป จากนั้น ก็ยุบสภามีการเลือกตั้ง ซึ่งส.ส.ส่วนใหญ่ที่ร่าง กม.ก็ลงเลือกตั้ง แม้ว่า ส.ส. เหล่านั้นจะร่างและผ่านกม.เลือกตั้ง ก็ไม่ได้มีหลักประกันว่า ส.ส.เหล่านั้น จะได้รับเลือกตั้งกลับมาใหม่ทั้งหมด

"มันจึงไม่ได้เป็นประเด็น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยตัวของมันเอง ไม่เช่นนั้น เราต้องให้คนอื่นที่ไม่ใช่นักการเมืองมาร่าง กม.เลือกตั้งหรือ"

น.ส.สุภิญญา ย้ำด้วยว่า กรณีนี้ เช่นเดียวกับ พรบ.กสทช. ที่สุดท้าย คนผ่าน กม. ก็คือ ส.ส. และ ส.ว. แต่ก็ไม่ได้ห้าม ไม่ให้ ส.ว. หรือ ส.ส. เหล่านั้นลงสมัคร

กระนั้น เธอก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องมารยาท ซึ่งแม้ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็ผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น แต่ไม่ยอมรับเรื่องประโยชน์ทับซ้อน เพราะเธอไม่ได้มีพ่อ แม่ หรือครอบครัวที่ถือหุ้น ในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่ กสทช.ได้

นอกจากนี้ เธอยังไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับบรรษัทด้านสื่อและโทรคมนาคม ที่จะทำให้เกิดความไม่เป็นอิสระ หรือผลประโยชน์ขัดกัน ในการทำหน้าที่ได้ และเธอก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ๆ ที่จะทำให้เกิดความไม่เป็นอิสระในการทำหน้าที่ หรือมีประโยชน์ทับซ้อนในการทำหน้าที่ กสทช. ในอนาคต

น.ส.สุภิญญา ทวีตชี้แจงว่า เป็นความจริงที่ กม.นี้ ออกแบบกีดกันคนที่ถือหุ้น หรือผู้บริหารธุรกิจด้านสื่อโทรคมนาคม แต่มันก็คือเจตนารมณ์ของความเป็นอิสระ ดังนั้น จึงเห็นว่า คนที่ลงสมัครส่วนมากจะเป็นนักวิชาการ เอ็นจีโอ สื่อมวลชน หรือลูกจ้างที่ไม่มีหุ้นอันทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ก็ยอมรับว่า การตัดสินใจเปลี่ยนบทบาทจากเอ็นจีโอไปเป็น กสทช. มีความเสี่ยงสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การชี้แจงผ่านทวีตเตอร์ ของน.ส.สุภิญญา มีผู้ที่สงสัย เข้ามาตั้งคำถามและปลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างหลายหลาย ซึ่งน.ส.สุภิญญา ก็ได้ทวีตตอบเป็นชี้แจง