ข่าว

เรียนรู้บางส่วนเสี้ยวของการดีเบตจากอเมริกา

เรียนรู้บางส่วนเสี้ยวของการดีเบตจากอเมริกา

07 มิ.ย. 2554

แม้ว่าในทางหนึ่ง การพูดเรื่องดีเบตในช่วงนี้ดูจะมีกระแสตอบรับ/กดดันต่อตัวหัวหน้าพรรคแผ่วลง แต่สิ่งที่มาแทนนั้นประกอบด้วยเรื่องใหญ่สองเรื่องที่ดูเหมือนจะมาแทนที่การดีเบต

 หนึ่งคือ การเริ่มดีเบตในระดับ "ขุนพล" ของทั้งสองพรรค ตามเวทีต่างๆ

 สองคือ กระแสการเริ่มมี การส่งข้อความถึงกัน ระหว่างทหารกับพรรคเพื่อไทย ในแง่ของอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยเฉพาะหากเพื่อไทยได้รับชัยชนะและมีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล

 อย่างไรก็ตาม หากจะพูดเรื่องการดีเบตแล้ว คงจะหนีไม่พ้นการย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องดังกล่าวในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกล่าวกันว่าการดีเบตในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่เราเห็นในวันนี้ล้วนแต่เป็นผลผลิตของสังคมที่มีโทรทัศน์เป็นศูนย์กลางนั่นแหละครับ

 โดยที่มีบันทึกไว้ว่าการดีเบตออกอากาศครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1960 ระหว่างเคนเนดี และนิกสัน ซึ่งมีผู้ชมถึง 66 ล้านคนจากประชากร 179 ล้านคน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดซึ่งมีผู้ชมชมมากที่สุดในยุคนั้น (แต่หลังจากนั้นจำนวนผู้ชมก็ลดลงมาเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น)

 แต่ถ้าลองมองย้อนกลับไปดูจะพบว่าการดีเบตในยุคก่อนหน้านั้นก็มีความน่าสนใจมิใช่น้อย อาทิ การดีเบต 7 ครั้งใน ค.ศ.1858 ของลินคอล์น กับวุฒิสมาชิกดักลาส ในการชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกของมลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นการดีเบตที่ไม่มีผู้ดำเนินรายการ และผู้ที่เริ่มพูดก็จะกล่าวไปหนึ่งชั่วโมง และอีกฝ่ายโต้กลับในเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง จากนั้นผู้ที่เปิดดีเบตก็จะสามารถแก้ตัวได้อีกครึ่งชั่วโมงสุดท้าย ว่ากันว่าการดีเบตครั้งนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ เพราะในปี 1860 ทั้งสองคนก็ได้ถูกเสนอชื่อเป็นผู้แข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากการดีเบตครั้งนั้นแม้ว่าจะยังไม่มีการดีเบตเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกันในตอนนั้น

 หลังจากนั้นก็ไม่มีการดีเบตกันครับ ดังที่เห็นจากการที่ประธานาธิบดีรูสเวลต์ ปฏิเสธการท้าทายการดีเบต ของนายวิลกี้ ในปี 1940 เป็นต้น

 แม้ว่าเราจะเห็นว่าโทรทัศน์มีผลสำคัญต่อการการสร้างการดีเบตในปัจจุบัน แต่นักศึกษาและมหาวิทยาลัยนั้นมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มในการดีเบตที่น่าสนใจ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษา ดังในกรณีของสโมสรนิสิตของมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ที่พยายามเชิญทั้งสองฝ่ายมาดีเบตกัน และสุดท้ายก็ผลักดันจนเป็นผลสำเร็จที่นำไปสู่การดีเบตในปี 1960 (ส่วนหนึ่งมาจากการริเริ่มของนายเฟรด คาห์น นักศึกษามหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ในปี 1956) โดยให้ทั้งสองฝ่ายมาตอบคำถามจากนิสิตนักศึกษา  ทั้งนี้ภายใต้การส่งเสริมของคณาจารย์และผู้ว่าการรัฐแมรีแลนด์ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งกับนักศึกษาและกับคนรุ่นใหม่ทั้งประเทศ

 แต่จากนั้นก็ไม่มีการดีเบตกันอีก (ส่วนหนึ่งเพราะข้อจำกัดในเรื่องของการพยายามสร้างความเท่าเทียมกันของผู้เข้าชิง ไม่ใช่เน้นแค่สองพรรคใหญ่) แต่ก็มีดีเบตในการคัดเลือกผู้สมัครของแต่ละพรรค จนกระทั่งปี 1976 ระหว่าง คาร์เตอร์ กับ ฟอร์ด โดยที่มีการตั้งหลักกันที่สามยก (ยกหนึ่งคือปัญหาภายในประเทศ ยกสองเรื่องนโยบายต่างประเทศ และยกสามสำหรับประเด็นอื่นๆ โดยออกทีวีและมีผู้ชมมาในห้องส่ง นอกจากนั้นก็มีการดีเบตหนึ่งครั้งของผู้สมัครรองประธานาธิบดีด้วย

 ผลที่ตามมาที่สำคัญก็คือโพลล์ที่ตามมาจากดีเบตนั่นแหละครับ ซึ่งตอนแรกฟอร์ดจะนำ แล้วมาดีเบตหลังคาร์เตอร์ก็คว้าชัยไปได้เพราะคำพูดของฟอร์ดเองครับ แต่คาร์เตอร์เองก็มาแพ้ทางเรแกนในครั้งถัดมา ส่วนหนึ่งเพราะเรแกนเขาเป็นนักแสดงมาก่อน

 หลังจากนั้นดีเบตประธานาธิบดีก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องมีในทุกครั้ง รวมทั้งของรองประธานาธิบดีด้วย โดยเฉพาะครั้งหลังสุด ก็คือในปี 2008 ของโอบามา และ แมคเคน สามยก (และระหว่างรองประธานาธิบดี คือ ไบเดน กับ ไพลิน อีกหนึ่งยก) และจัดในมหาวิทยาลัย โดยมีสาระและรูปแบบที่ต่างกัน นั่นคือ เรื่องนโยบายระหว่างประเทศ เรื่องทั่วไป และเรื่องภายในประเทศ โดยมาจัดแบบโพเดี้ยม ศาลาประชาคม และนั่งคุยกัน ทั้งนี้ นับแต่ปี 1987 ก็มีการจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า Commission on Presidential Debates ที่เข้ามาเป็นผู้จัดการดีเบตตั้งแต่ปี 1988 เป็นต้นมา และก็ให้ความช่วยเหลือในการจัดดีเบตในหลายประเทศทั่วโลกครับผม

 ก็คงย้ำเหมือนชิ้นที่แล้วครับผม ว่าเรื่องสำคัญในการพูดเรื่องดีเบตน่าจะเป็นเรื่องของประเด็นและรูปแบบที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ(และเราต้องการ) ไม่ใช่สนใจแต่ว่าเบอร์หนึ่งสองฝ่ายจะมาบนเวทีเดียวกันเมื่อไหร่