
นโยบายที่หายไป
นอกจากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่หายไป กลายเป็นประชานิยมที่สังคมเคยตั้งข้อสังเกตในเชิงห่วงใยอย่างท่วมท้นในห้วงระยะเวลาก่อนหน้าที่จะโค่นระบอบทักษิณแล้ว อีกหลายเรื่อง หลายนโยบายที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรจะพูดถึง
เนื่องเพราะมีความสำคัญและเป็นประเด็นที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน เช่น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน พรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญโดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่ได้พูดถึง หรืออย่างน้อยการจัดลำดับความสำคัญก็อาจอยู่ในช่วงท้ายๆ ทั้งๆ ที่ ทุกรัฐบาลเมื่อเข้ามาบริหารประเทศ ล้วนมีบทบาทในทางส่งเสริมหรือจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อด้วยกันทั้งสิ้น และแน่นอนว่าทุกพรรคจะต้องใช้สื่อไม่ว่าสื่อรัฐหรือเอกชนเป็นประโยชน์ในทางการเมือง
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีความพยายามที่จะปฏิรูปสื่ออยู่ในระยะหนึ่ง โดยใช้นักวิชาการที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องสื่ออย่างแท้จริงมาเป็นผู้จัดการ ซึ่งในที่สุดก็ล้มเหลว ต่อมาได้ผลักดันให้มีการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และส่งเสริมมาตรฐานสื่อมวลชน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา ๔๖ และเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิ เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อภายใต้กรอบจริยธรรม ขณะนี้กฎหมายฉบับดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในรัฐบาลอดีตพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีความพยายามที่จะจัดการ จัดระเบียบสื่อ โดยจัดให้มีการเวิร์กช็อปสื่อ เมื่อเดือนธันวาคม 2544 ที่ทำเนียบรัฐบาล แต่ก็ถูกองค์กรสื่อและนักวิชาการบางกลุ่มต่อต้าน
ยังไม่ต้องพูดถึงว่า หากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ใครจะมาเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสื่อรัฐ และรัฐบาลชุดต่อไปยังยึดสื่อรัฐมาเป็นสมบัติส่วนตัวของรัฐบาลหรือไม่ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ใช้สื่อรัฐจัดรายการ “นายกฯ ทักษิณ พบประชาชน” ทุกเช้าวันเสาร์ ถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย คลื่นเอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิรตซ์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์” ถึงวันนี้ประชาชน ยังไม่ได้ช่อง 11 กลับคืนมา ช่อง 11 ยังคงบทบาทการเป็นสื่อโฆษณาชวนเชื่อให้รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งรายการปัจจุบันก็ยังเปิดช่องให้ผู้จัดรายการบางคนที่ไม่ชอบพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ใช้สื่อรัฐเป็นเครื่องมือช่วยหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์โดยปริยาย
รัฐบาลควรต้องมีความชัดเจนหรือไม่ ในการนำเสนอนโยบายด้านสื่อ การไม่แทรกแซงการทำงานของสื่อโดยผ่านการให้งบโฆษณาภาครัฐ การไม่แทรกแซงสื่อในรูปแบบการใช้อำนาจรัฐและกฎหมาย อีกทั้งแนวทางในการใช้สื่อรัฐเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเองและพวกพ้อง ยุคเผด็จการในอดีต เคยมีรายการสนทนาเรื่องของตนเองผ่านสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยในชื่อรายการนายมั่น ชูชาติ และนายคง รักไทย หลักคิดเช่นนี้ คือหลักคิดที่ว่าสื่อของรัฐเป็นของรัฐบาล เป็นสมบัติส่วนตัวที่ใครจะแตะต้องไม่ได้ และเมื่อสื่อของรัฐบาลตามความเข้าใจนี้ถูกใช้เป็นเวทีสาธารณะ ความคิด มุมมองต่างๆ ก็จะถูกครอบงำ ถูกบิดเบือน เหมือนเช่นภาพที่ยังคงเห็นอยู่ในวันนี้



