
โจรไร้พรมแดน
อีกประมาณ 4 ปีเศษๆ ประชาคมอาเซียน ที่ถือกำเนิดจาก "ปฏิญญากรุงเทพฯ" จะมีผลเริ่มต้น คือประเทศตามข้อตกลงจะเกิดความร่วมมือกันในหลายรูปแบบ
ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ โครงสร้างภาษี รวมไปถึงการท่องเที่ยวที่ทำวีซ่าครั้งเดียวเที่ยวได้หลายประเทศ
เข้าใจง่ายๆ คือ ประเทศจะไม่มีพรมแดนอีกต่อไป การเข้าออกในภูมิภาคนี้จะสะดวกสบายคล้ายกันกับประชาคมยุโรป
ว่าไปแล้ว "ประชาคมอาเซียน" มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีในแง่เศรษฐกิจคือ มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นกับประเทศคู่ค้านอกเขต การอำนวยความสะดวกในกลุ่มเงินทุนที่ไหลเวียนเข้ามาในเอเชีย รวมถึงการก้าวข้ามของแรงงานที่มีทักษะสูง ฯลฯ
แน่นอนเมื่อมีข้อดีย่อมต้องมีข้อเสียโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โลกของอาชญากรรม" ถึงเวลานั้นอาชญากรระหว่างประเทศจะครึกครื้นเป็นที่สุด
การประกอบอาชญากรรมจะไม่มีพรมแดนเช่นเดียวกัน เมื่อเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจ สังคมกันได้ เครือข่ายอาชญากรก็ไม่แตกต่างกัน
กลุ่มอาชญากรข้ามชาติอาจเริ่มศึกษารายละเอียดของประชาคมอาเซียนแล้วก็ได้ อย่าลืมว่าเม็ดเงินของธุรกิจผิดกฎหมายนั้นมากมายมหาศาลแค่ไหน โดยเฉพาะยาเสพติด
มองกันร้ายๆ ก็คือ องค์กรอาชญากรรมระหว่างประเทศ จะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกัน คนร้ายจะไหลเวียนไปมาอยู่ในภูมิภาคนี้ การจับกุมมีปัญหา สภาพอาชญากรรมจะรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยเฉพาะเม็ดเงินจากกลุ่มค้ายาเสพติด จะไหลเวียนอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ช่องทางในการผลิต การส่งลำเลียงเพิ่มมากขึ้น เครือข่ายจะซับซ้อนโยงใยกันทั่วภูมิภาค
แค่ปัญหาอาชญากรรมในบ้านเราก็แย่อยู่แล้ว ตำรวจไทยยังมัวไล่ล่ามือปืนรับจ้างกันอยู่เลย แค่โจรโจรเดียวยังเอาตัวมาไม่ได้
หากเกิดสภาพเช่นว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงแทบแตกเพราะตัวเลขคดีจะพุ่งสูงขึ้น เพราะแต่ละประเทศโจรก็มีความชำนาญแตกต่างกัน
เห็นว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กำลังปวดหัวและเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า แต่การขับเคลื่อนจะไปได้แค่ไหนต้องติดตาม
หากฐานข้อมูลเราไม่เชื่อมโยงกับตำรวจสากลหรือในประชาคมอาเซียนด้วยกันแล้วล่ะก็ มือปืนในอนาคต อาจอยู่ในสังกัดซุ้มนักการเมืองต่างชาติก็ได้
ถึงเวลานั้นพวกโจรใส่สูทบ้านเราคงติดต่อใช้บริการชนิดต้องเข้าคิวกันเลย แค่ 75 รายชื่อมือปืนช่วงเลือกตั้งก็แย่อยู่แล้ว!!



