
แนวโน้มคำตัดสินจากศาลโลก
เกาะติดสถานการณ์ร้อน นาทีสำคัญที่ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยกทัพคณะดำเนินการทางกฎหมาย โดยมีนายวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะผู้แทนไทย พร้อมทั้งที่ปรึกษากฎหมายชาวต่างชาติ ขึ้นว่าความโต้แย้งเหต
บนเวทีศาลโลกยกแรกนี้ ฝ่ายไทยได้งัดแง่มุมของกฎหมาย ชูประเด็นที่ว่า การออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวฯ อยู่เหนือขอบเขตอำนาจของศาลโลก และขอยืนกรานว่า ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามมติของศาลโลกในปี 2505 อย่างครบถ้วน โดยยกตัวปราสาทพระวิหารให้กับกัมพูชา รวมทั้งถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้มีมติ ครม.วันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ให้ดำเนินการก่อสร้างแนวรั้วกั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า พื้นที่หลังแนวรั้วดังกล่าว เป็นของกัมพูชา และตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กัมพูชาก็ไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ก็ได้ประเมินเป้าประสงค์ของกัมพูชาที่ทำให้รู้แจ้งว่า กัมพูชาหวังใช้อำนาจศาลดันทหารไทยออกจากพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. เพื่อแสดงว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชาแล้ว และนำมาอ้างสิทธิ์ต่อคณะกรรมการมรดกโลกกับยูเนสโก ผลักดันแผนบริหารจัดการพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารผ่านการพิจารณา ที่จะได้ทำให้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง
ส่วนศาลโลกจะมีคำตัดสินต่อคำร้องของกัมพูชาอย่างไรนั้น ยังยากจะคาดเดาได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศมองว่า มีความเป็นไปได้ ใน 3 แนวทางหลักๆ ได้แก่
แนวทางแรก ศาลยกคำร้องของกัมพูชา ซึ่งแน่นอนว่า กัมพูชาคงไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ และมีความเป็นไปได้ว่า กัมพูชาจะมีกลวิธีที่ตอกย้ำให้ศาลโลก ตลอดจนประชาคมโลกได้เห็นว่า พื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชามีความเสี่ยงเกิดเหตุปะทะ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ช่วยรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนไว้
แนวทางที่สอง ศาลมีคำสั่งให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราวบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะส่งผลให้กองทัพไทยต้องถอนทหารออกจากพื้นที่ 4.6 ตร.กม. แต่ฝ่ายทหารของไทยจะยอมหรือไม่ เป็นเรื่องน่าคิด แต่ที่แน่ๆ เรื่องนี้ส่งผลให้รัฐบาลเสียคะแนนสนันสนุนทางการเมืองทันที และถูกตีตราว่า เป็นยุครัฐบาลที่ทำให้ประเทศเสียอธิปไตย
แนวทางที่สาม ศาลมีคำสั่งให้ถอนกำลังทหารทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ออกนอกพื้นที่ 4.6 ตร.กม. รวมถึงบริเวณปราสาทพระวิหารที่มีกองกำลังทหารกัมพูชาประจำการอยู่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ มองว่า แนวทางนี้มีความเป็นไปได้ที่ศาลอาจจะมองหาข้อกฎหมายนำมาสร้างสมดุล และความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่าย
สำหรับผลคำตัดสินของศาลโลกจะออกมาอย่างไรนั้น คงต้องลุ้นกันอีกทีปลายเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งไทยมีสิทธิ์รับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกก็ได้ ขณะที่การบังคับให้เป็นไปตามมติของศาลโลก สามารถทำได้ 2 วิธี คือ เลขาธิการยูเอ็นเป็นผู้เข้าไกล่เกลี่ยกับประเทศนั้น และการดำเนินการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)
อย่างไรก็ดี ศาลโลกเป็นกลไกหนึ่ง ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในการขจัด และคลี่คลายความขัดแย้ง ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกที่ให้ความร่วมมือกับยูเอ็นเสมอมา ก็ต้องปฏิบัติตาม หากแต่ตอนนี้ ศาลโลกยังไม่มีคำตัดสินใดๆ ออกมา ในระยะเวลาที่เหลือจากนี้ ระหว่างที่ศาลโลกขอให้ไทยและกัมพูชากลับไปรวบรวมเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรยื่นต่อศาลโลกอีกครั้งภายในวันที่ 7 มิถุนายนนี้ คนไทยควรแสดงความเป็นเอกภาพ และพลังสามัคคี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่คณะทำงานกฎหมายของไทยไปสู้ศึกในศาลโลก
นันทิดา พวงทอง



