ข่าว

“เพิ่มขีดแข่งขันของประเทศ”ความท้าทายหลักของรัฐบาลชุดใหม่

“เพิ่มขีดแข่งขันของประเทศ”ความท้าทายหลักของรัฐบาลชุดใหม่

06 มิ.ย. 2554

นับวันขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยมีแต่จะถดถอยลง เพราะประเทศได้เผชิญกับปัญหาในหลายๆ ด้าน ทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศเอง หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จัดเสวนาโต๊ะกลมเชิญตัวแทนจากพรรคการเมืองมาร่วมแสดงนโยบาย ในหัวข้อ “นโยบายพรรคการเมืองกับขีดแข่งขันของ

 ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วย เกียรติ สิทธีอมร พรรคประชาธิปัตย์, คณวัฒน์ วศินสังวร พรรคเพื่อไทย ทั้งยังมีตัวแทนภาคเอกชนและนักวิชาการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ได้แก่ ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และวรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเงินการคลัง คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เพื่อไทยปั้นรากหญ้าให้แข็งแรง

 พรรคเพื่อไทยเปิดนโยบายการเพิ่มขีดแข่งขันของประเทศในหลายระดับ โดย "คณวัฒน์" กล่าวว่า จะต้องมองกันตั้งแต่ระดับมหภาคไปจนถึงจุลภาค เริ่มกันตั้งแต่กลุ่มรากหญ้าว่าจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงขึ้น ทางพรรคจึงชูนโยบายที่จะนำโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรกลับมาใช้อีกครั้ง ตลอดจนการออกบัตรเครดิตเกษตรกรที่ใช้ในการซื้อปัจจัยทางการผลิต การกระจายทุนด้วยการเพิ่มวงเงินให้แก่กองทุนหมู่บ้าน เพื่อกระจายรายได้ในระดับท้องถิ่น ส่วนการสร้างภูมิคุ้มกันให้มนุษย์เงินเดือน มีนโยบาย เช่น การคืนภาษีรถคันแรก และโครงการบ้านหลังแรก เป็นต้น

 นอกจากนี้ยังมีโครงการจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ตามมหาวิทยาลัย 145 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ทุนกับความรู้ไปด้วยกัน นับเป็นการสร้างรายได้และแก้ปัญหาการกระจายรายได้, การจัดตั้งกองทุนร่วมทุน 77 ทั่วประเทศ เพื่อให้การกระจายทุนและรายได้ไปทั่วประเทศ เช่นกัน

 ในส่วนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนอกเหนือจากโครงการแลนด์บริดจ์ แล้วยังจะมีทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมหลายจังหวัด ทั้งจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หนองคาย และระยอง เป็นต้น ส่วนแอร์พอร์ต ลิงก์ จะเป็นนโยบายหลักที่จะเชื่อมโยงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปฉะเชิงเทรา ชลบุรี พัทยา และเมืองบริวารทั้งหมด และจะเพิ่มศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน (ฮับ อาเซียน)

 คณวัฒน์ กล่าวอีกว่า ด้านปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำกันต่อเนื่อง ตลอดจนแจกแท็บเล็ต, พีซี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการศึกษา และเปิดโลกทัศน์ของเด็กนักเรียนให้กว้างขึ้น ส่วนการเพิ่มขีดแข่งขันในภาคธุรกิจต้องเตรียมความพร้อมด้านทักษะแรงงานเพื่อเตรียมพร้อมการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เพราะหากเราไม่มีนโยบายด้านการดูแลแรงงานไทยจะทำให้แรงงานมีทักษะไหลไปประเทศเพื่อบ้านมากขึ้น ที่สำคัญคือจะต้องปรับโครงสร้างทางภาษี เพราะถือเป็นปัจจัยทางผลผลิตที่สำคัญ

ปชป.ชูโลจิสติกส์-เพิ่มวิจัยพัฒนา

 ด้าน “เกียรติ” จากประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความสามารถการแข่งขันต้องดูหลายเรื่อง โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ โดยจะต้องปรับปรุงการขนส่งทางราง ทั้งเพิ่มศักยภาพของเดิมและการดำเนินโครงการใหม่ๆ คือ รถไฟความเร็วสูง จากปัจจุบันรถไฟไทยวิ่งที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็น 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในอนาคต 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรถไฟไทย-จีน-สิงคโปร์ ส่วนเขตกรุงเทพฯ โครงการรถไฟฟ้า 12 สาย รวม 509 กิโลเมตร ปัจจุบันทำแล้ว 75 กิโลเมตร และพร้อมขยายจากกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเป็น 166 กิโลเมตร ภายใน 5 ปี

 นอกจากนี้พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายพลิกโฉมท่าเรือแหลมฉบังให้เป็น ฮาร์เบอร์ซิตี้ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการเพื่อเป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อีกทางหนึ่ง การสนับสนุนท่าเรือทวายอย่างเต็มที่ ตลอดจนการปรับปรุงให้สนามบินอู่ตะเพาเป็นสนามบินนานาชาติ การวางนโยบายสนามบินดอนเมืองเป็นสนามบินสำหรับโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ขณะที่อุปสรรคด้านกฎระเบียบต่างๆ จะต้องปรับปรุง พร้อมเดินหน้าเจรจาการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคด้านการค้าลง ทั้งกับสหภาพยุโรป (อียู) ชิลี และตลาดใหม่ๆ อื่นๆ

 เกียรติ กล่าวอีกว่า ในภาคการผลิตมีความจำเป็นต้องเพิ่มด้านงานวิจัยและพัฒนา โดยจะมีมาตรการจูงใจในด้านต่างๆ ทั้งเงินอุดหนุน และแรงจูงใจทางภาษี เพื่อส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเดินหน้างานวิจัยและมีเป้าหมายให้การวิจัยและพัฒนาเพิ่มเป็น 1% ของจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 0.5% ของจีดีพี นอกจากนี้สนับสนุนให้ภาคการผลิตผลิตสินค้าแปรรูปให้มากขึ้น รวมทั้งการช่วยลดต้นทุนการผลิตด้วยการปรับโครงสร้างภาษี และการลดภาษีนิติบุคคลเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้

เอกชนชี้การศึกษายังรั้งท้าย

 ทางด้านภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะในหลายๆ เรื่องเช่นกัน โดย “ธนิต” กล่าวว่า การเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันนั้น มีหลายเรื่อง ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การลดต้นทุนโลจิสติกส์ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าความเร็วสูงนั้นหมายถึงการลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ในส่วนของภาคเอกชนด้านขนส่งสินค้าเองไม่ได้ต้องการความเร็วสูงถึงระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพอใจกับความเร็วอยู่ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะในด้านการขนส่งนั้น คิดว่าเรื่องความเร็วไม่สำคัญเท่ากับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่อยากเห็นคือรถไฟรางคู่มากกว่า
 ส่วนนโยบายด้านการศึกษาจากพรรคการเมืองนั้น ยังไม่ค่อยถูกใจเท่านัก โดยปัจจุบันการศึกษาของไทยติดอันดับท้ายๆ ของภูมิภาค ซึ่งไม่ค่อยดีนัก และยังขาดแคลนบุคลากรที่จบการศึกษาด้านอาชีวะเป็นจำนวนมาก และปัญหาสำคัญของภาคการผลิตขณะนี้ คือ การขาดแคลนแรงงาน ขณะที่เรื่องภาษี มีความเป็นห่วงว่า การลงทุนมหาศาลตามโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ขณะที่มีนโยบายการลดภาษีด้วยนั้น รัฐจะนำเงินมาจากที่ไหนเพื่อลงทุนในโครงการต่างๆ

 “นโยบายด้านการปรองดองถือว่าสำคัญ เพราะจะเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวและการลงทุนของประเทศ และไม่ว่าพรรคใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม ก็ขอให้เดินหน้าปรองดอง การท่องเที่ยวจะสามารถลืมตาอ้าปากได้ ส่วนการลงทุนนั้น ก็ขอให้นโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนมีความชัดเจนขึ้น” ธนิต กล่าว

 ส่วน วัลลภ กล่าวว่า ความสามารถการแข่งขันของประเทศในปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะในด้านการศึกษา ที่มีการผลิตบุคลากรออกมาไม่ตรงกับสาขาวิชาที่ต้องการ ซึ่งเชื่อว่าปัญหาเกิดจากทัศนคติของบุคลากรในวงการการศึกษาทางหนึ่งด้วย เช่น เด็กอาชีวะที่จบมากลับพบว่าไปทำงานในโมเดิร์นเทรดเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการบุคลากรที่จบการศึกษาที่เหมาะกับภาคอุตสาหกรรมนั้นๆ ดังนั้นจะต้องเปลี่ยนแนวความคิดในเรื่องการศึกษาเสียใหม่ เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่มากแล้ว

 ในด้านภาคการผลิตเอง อยากให้มองว่า จะทำอย่างไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่อุตสาหกรรม ซึ่งน่าจะจัดเป็นคลัสเตอร์ในแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีซึ่งกันและกันได้ โดยรัฐบาลน่าจะมีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนในด้านนี้ เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วย

นักวิชาการชี้คนไทยขาดทักษะ

 สำหรับตัวแทนจากฝ่ายวิชาการ ดร.วรพล ฝากให้ทั้งพรรคที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล หรือฝ่ายค้านก็ตาม ช่วยกันแก้ไขปัญหาของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันพบว่าขีดความสามารถของไทยมีความอ่อนด้อยอยู่หลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจภายในประเทศที่กำลังซื้ออ่อนแอ ฐานรายได้ที่มาจากกลุ่มประชาชนที่เสียภาษีมีเพียง 2.8 ล้านคน คิดเป็น 17% ของจีดีพีเท่านั้น ทำให้การดำเนินโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น รัฐสวัสดิการจะต้องมีความรอบคอบ

 ทั้งนี้ ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำที่สุด ทำให้รัฐต้องมีหนี้จำนวนมาก จนปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ระดับ 41% แม้จะห่างไกลกับประเทศกรีซ แต่อย่าลืมว่ากรีซก็เคยมีสัดส่วนหนี้เท่าเรามาก่อน แต่ไม่นานนักก็กลายเป็นประเทศล้มละลาย เพราะดำเนินนโยบายหลายอย่างที่ผิดพลาด

 นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทยขาดความรู้ ขาดทักษะ ขาดอาชีพ การกระจายงานไม่ทั่วถึง และทำให้มีความเหลื่อมล้ำสูง ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากคนไทยถูกควบคุมมานาน ทำให้ขาดความรู้ด้านการลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสร้างกลไกในการวิเคราะห์ว่า ภาคธุรกิจไทยควรออกไปลงทุนอย่างไร ที่ไหน โดยต้องคิดอย่างเป็นระบบว่าจะทำอย่างไร

 ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐก็ยังมีจุดอ่อนด้วย ทั้งด้านกฎหมาย เช่น กฎหมายต่างด้าว กฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งอยากจะฝากให้ปรับปรุงให้ชัดเจน สุดท้ายในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและประสิทธิผลที่ถือว่าไทยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ทั้งภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม การศึกษา และความสามารถด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จึงอยากจะฝากให้ช่วยกันคิดในเรื่องนี้ และช่วยกันทนดำเนินนโยบายที่จะต้องทำกันในระยะยาว