ข่าว

“ฟ้าหลังฝน”ที่ประเทศญี่ปุ่น (1)

“ฟ้าหลังฝน”ที่ประเทศญี่ปุ่น (1)

06 มิ.ย. 2554

ต้นเดือนพฤษภาคม 2554 คุณอ้อยทิพย์ นิธิยานันท์ ผอ.ปชส. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โทรมาบอกว่า ผู้บริหาร ททท.คือ คุณวิชัย ศรีขวัญ ประธานบอร์ด, คุณสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการ ต้องการตอบแทนน้ำใจที่ประเทศญี่ปุ่นเคยช่วยเหลือประเทศไทยหลังเหตุการณ์สึนามิในภ

ผมถามกลับไปว่า ททท.จะไปทำอะไรที่ไหนบ้าง คุณอ้อยทิพย์จึงส่งกำหนดการมาให้ จึงทราบว่า คณะของททท.จะแวะที่กรุงโตเกียว เพื่อเข้าพบคารวะปลัดกระทรวงท่องเที่ยว และประธานองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น จากนั้นจะเดินทางไปคารวะนายกเทศมนตรีเมืองเซนได (ที่ประสบภัยสึนามิ) และผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและสื่อมวลชน ก่อนจะเดินทางดูการจัดการงานเทศกาลไทยที่เมืองนาโกยา แล้วไปคารวะนายกเทศมนตรีเมืองซัปโปโร พบปะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ของเมืองนั้น จึงเดินทางกลับ

 เห็นความตั้งใจในการเดินทางไปทำงานของ ททท.งวดนี้ ประกอบกับเหตุผลอีกสองสามอย่างคือ 1.อยากไปตอบแทนบุญคุณชาวญี่ปุ่นที่เคยให้การรับรองลูกสาวผมให้เข้าทำงานหลังเลิกเรียนตอนไปเรียนที่มหาวิทยาลัยโตไก (ทั้งที่ไม่รู้จัก) 2.ตอนนี้การเมืองกำลังขับเคี่ยวกันฝุ่นตลบ วิจารณ์อะไรออกไปอาจกลายเป็นทำลายฝ่ายหนึ่งเชียร์ฝ่ายหนึ่ง และ 3.อายุผมก็มากแล้ว หากจะเป็นจะตายเพราะไปทำงานคราวนี้ ก็ช่างมัน จึงตอบตกลงว่า ผมยินดีเดินทางไปทำหน้าที่สื่อด้วยความเต็มใจ

 ตกปากรับคำคุณอ้อยทิพย์แล้ว ผมจึง “ทำการบ้าน” ด้วยการหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่เกิดแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ ใน 10 กว่าจังหวัดชายทะเลภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูงกว่า 10 เมตร กระหน่ำจังหวัดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก บ้านเรือนและทรัพย์สินต่างๆ ถูกกวาดจนราพณาสูร ไม่เพียงแต่ชาวญี่ปุ่นจะตกตะลึงพรึงเพริดเท่านั้น ชาวญี่ปุ่นชาวโลกก็คาดไม่ถึงเช่นกัน มี 3 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงคือ อิวาเตะ, ฟูกูชิมะ, และมิยางิ แต่ไม่ทันที่น้ำตาของชาวอาทิตย์อุทัยที่รินไหลเพราะถูกภัยพิบัติจากสึนามิจะเหือดแห้ง

 4 วันถัดมา (15 มี.ค.) แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวครั้งแรกและอาฟเตอร์ช็อกที่ตามมา ทำให้เตาปฏิกรณ์ของโรงไฟฟ้าพลังงานปรมาณูฟูกูชิมะ 4 เตา เกิดรอยร้าวขึ้นในเวลาต่อมาว่า หลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นได้แก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างไร จะได้ซักถามนายกเทศมนตรีหรือสื่อมวลชนที่จะต้องพบปะในแต่ละแห่ง จึงทราบว่า แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะเหมือนกับทำให้ชาวญี่ปุ่นถูกพายุฝนกระหน่ำเข้าใส่จนโงหัวไม่ขึ้นตลอดเดือนมีนาคม แต่ด้วยความที่มีเลือดซามูไรที่เข้มข้น ทุกคนก้มหน้ารับชะตากรรมที่โหดร้ายนั้นด้วยอาการนิ่งสงบ แม้ทุกคนจะตกใจ แต่ก็มีสติ ไม่ตื่นตระหนก และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างทันท่วงที และยังมีชาวไทยและชาวโลกที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือชาวญี่ปุ่นในเวลาต่อๆ มาแล้ว

 แต่ข่าวหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้ผมอย่างยิ่ง คือ สมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น ได้เสด็จฯ มาให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยใน จ.มิยางิ จ.อิวาเตะ และจ.ฟูกูชิมะ (ที่มีเตาปฏิกรณ์ปรมาณูร้าว) โดยมิทรงเกรงภัยจากกัมมันตรังสีแต่อย่างใด พระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ทำให้ผมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าล้นกระหม่อม และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมชาวไทยในถิ่นทุรกันดารขึ้นมาอย่างฉับพลันทันที...เป็นบุญของชาวไทยและชาวญี่ปุ่นโดยแท้ ที่ต่างมีพระมหากษัตริย์ทรงรักและห่วงใย

 ... ผมไปทำอะไรมาบ้าง จันทร์หน้าจะเริ่มรายงานให้ทราบครับ

ภาณุมาศ ทักษณา