
ถามใจผู้แทนฯ
การผ่าฝืนกฎหมายของนักการเมือง มีส่วนสัมพันธ์กับการใช้อภิสิทธิ์ความเป็นผู้แทนฯ
หลายปีที่ผ่านมาบ้านเราทรุดโทรมลงไปมากเพราะการชุมนุมของคนสองสี
ทั้งเผาบ้านเผาเมือง พูดพาดพิงสถาบันเบื้องสูง สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ สั่งดำเนินคดีบรรดาแกนนำทั้งสองสีไปหลายสิบคดี
ทั้งคดีความมั่งคงและหมิ่นสถาบัน
ความแตกแยกทางการเมืองกำลังนำไปสู่ความรุนแรง แม้กระทั่งช่วงเลือกตั้งที่จะถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ จะเป็นตัวตัดสินและชี้วัด
สถานการณ์ภายในประเทศว่าจะสงบหรือนำไปสู่การต่อสู้โดยใช้มวลชนอีกครั้ง
นั่นหมายความว่าโอกาสที่บ้านเมืองจะถูกเผารอบ 2 มีสูง
อย่าลืมว่า เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้น มี ส.ส.ไม่น้อยที่ออกมานำมวลชน เมื่อถูกดำเนินคดีก็ขอใช้อภิสิทธิ์ทางสภา เป็นการยื้อเวลาการดำเนินคดีออกไป
ดูจากที่ผ่านมาแกนนำทั้งสองสีหรือนักการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มที่ขึ้นเวทีปลุกม็อบ คดีความยังไปไม่ถึงไหน
บางคดีเป็นความส่วนบุคคล มีเจตนากระทำความผิดชัดเจน ก็อาศัยสภาเป็นที่หลบโทษ หนีคุก
รอจังหวะพลิกขั้วอำนาจ นักการเมืองมักเชื่อว่า ถ้าละเมิดกฎหมายได้ มีอำนาจรัฐในมือก็สามารถออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้เพราะกุมเสียงข้างมากในสภา
ตำรวจ อัยการ ศาล ก็ไม่ได้รับการยำเกรงจากผู้แทนฯ พวกนี้ อำนาจทางการเมืองใหญ่กว่ากระบวนการยุติธรรมทั้งหมด
ส.ส.พวกนี้ก็เหมือนกับนักเลงหัวไม้ทั่วไป พฤติกรรมแตกต่างกันตรงไหน
ทุกครั้งที่มีการอภิปรายมักได้ยินคำว่า ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ อยากให้มีการทำโพลล์สำนักไหนก็ได้ว่า ชาวบ้านเขาได้ยินแล้วรู้สึกยังไงกับวลีนี้
ความจริง ส.ส.ก็ไม่ต่างจากชาวบ้าน เป็นตัวแทนเข้าไปเป็นปากเสียง (สมัยก่อน)
ถ้ายกเลิกการใช้อภิสิทธิ์สภา คุ้มครองโจร (บางคน) มั่นใจได้ว่านักการเมืองปากดี คงไม่กล้าอาจหาญเท่าวันนี้
ต้องถามใจ ส.ส.ส่วนใหญ่ดูว่า ถ้าจะให้บ้านเมืองสงบ หมู่คนอยู่ในกรอบของกฎหมาย ส.ส.ควรทำเป็นตัวอย่าง
แนวคิดแบบนี้อาจจินตนาการเกินเลยไป เพราะไม่มีโจรคนไหนสนับสนุนให้ออกกฎมามัดคอพวกเดียวกันหรอก!!



