ข่าว

มาร์คอ้อน"คนสุโขทัยกอดแรงอบอุ่น"

มาร์คอ้อน"คนสุโขทัยกอดแรงอบอุ่น"

05 มิ.ย. 2554

"อภิสิทธิ์"ออกลูกอ้อนคนสุโขทัยกอดแรงรู้สึกอบอุ่น วอนช่วยหนุนเด็ก"ปชป."เป็นแทนตัวคนสุโขทัยอีกครั้ง อ้างถ้าได้เป็น"นายกฯ"แล้วทำงานจากคนพรรคเดียวกันมีความสบายใจ ย้ำชัดกลางวงเสวนาปชป.เป็นรัฐบาลพร้อมสานต่อนโยบายเดิมต่อ "หมอวรงค์"แจ้งความส.ท.แดงทำร้ายร่างกาย

(5มิ.ย.) ที่วัดกงไกรราช จ.สุโขทัย เมื่อเวลา 09.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยายกาศการลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เพื่อช่วยลูกพรรคประชาธิปัตย์หาเสียง โดยจุดแรกที่เดินทางไป คือ วัดกงไกรราช จ.สุโขทัย โดยในวันนี้นายอภิสิทธิ์ได้สวมโปโลแขนสั้นสีขาว ด้านหลังเสื้อได้ปักชื่อ อภิสิทธิ์ เบอร์ 10 และมีผ้าขาวม้าคาดเอว ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงที่วัดกงไกรราช นายอภิสิทธิ์ได้เข้าไปกราบสักการะพระครูสุจิต ธรรมสุนทร เจ้าอาวาสวัดกงไกรราช พร้อมสักการะ หลวงพ่อโต (วิหารลอย) ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดกงไกรราชแห่งนี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ขึ้นรถอีแต๋น ซึ่งเป็นรถที่เจ้าของได้ใช้เงินส่วนต่างจากโครงการประกันรายได้เกษตรนำไปซื้อ ซึ่งเมื่อขึ้นไปบนรถแล้วนายอภิสิทธิ์ได้ชูสิบนิ้วเป็นหมายเลขของพรรค พร้อมทั้งได้ปราศรัยหาเสียงกับประชาชนที่เดินทางต้อนรับ จากนั้นได้เดินทางไปเป็นประธานการเสวนาเกี่ยวกับการประกันรายได้เกษตรกร โดยได้กล่าวยื่นยันในวงเสวนาว่าหากพรรคประชขาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลอีกครั้ง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะสานต่อนโยบายทุกเรื่อง ไม่ว่านโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเบี้ยยังชีพอสม. รวมทั้งการพัฒนาระบบชลประทาน

 ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวกับชาวบ้านที่เข้ารวมการเสวนาว่าการลงพื้นที่หาเสียงตนเห็นชาวสุโขทัยให้การต้อนรับตนอย่างมากมายเช่นนี้่ ตนมีความรู้สึกอบอุ่นมา ก และที่ชาวบ้านที่จังหวัดสุโขทัยกอดตนแรงมาก และในการเลือกตั้งปี 2550 ที่ผ่านมาชาวบ้านในพื้นที่นี้ได้ช่วยเลือกส.ส.ของพรรคประชาธิปตย์มาถึง 2 คน พร้อมทั้งยังมีคะแนนโหวตเยอะมาก และตนในฐานะที่เป็นนายกฯ ก็รู้สึกยินดีที่จะทำงานกับส.ส. จ.สุโขทัย ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นตนจึงอยกกจะขอให้ชาวสุโขทัยยช่วยสนับสนุนส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้่ง   

"หมอวรงค์"แจ้งความส.ท.แดงทำร้ายร่างกาย

 เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 4 มิถุนายน นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัคร ส.ส.พิษณุโลก เขต 1  พรรคประชาธิปัตย์ และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมา สภ.เมืองพิษณุโลก เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ นายอวิรุทธิ์ นาทิพย์ อดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครพิษณุโลก และกลุ่มผู้ไม่หวังดีจำนวน 3 คนที่ได้ ลงมือทำร้ายร่างกายตนและทีมงานขณะเดินหาเสียงเลือกตั้ง บริเวณถนนคนเดิน เชิงสะพานสุพรรณกัลยา ต. วัดจันทร์ อ.เมือง จ.พิษณุโลก ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บ

 นายแพทย์วรงค์ กล่าวว่า เวลาประมาณ 20.00 น.ช่วงที่เดินหาเสียงบริเวณถนนคนเดิน ทางทีมงานได้เดินเก็บภาพบรรยากาศการหาเสียงแต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนที่เป็นคนของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้เข้ามาแย่งและปัดกล้องของทีมงานพร้อมทำร้ายร่างกาย ตนได้เข้าไปห้ามจึงโดนนายอวิรุทธิ์ นาทิพย์ หรือสทแดง  อดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครพิษณุโลก คนสนิทนางเปรมฤดี ชามพูนท ผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก มารดาของน.ส.ณัฐทรัชต์ ชามพูนท ผู้สมัครส.ส.พิษณุโลก เขต 1 พรรคเพื่อไทย ผลักเข้าที่หน้าอกค่อนข้างแรง

 จากนั้นตนได้ตะโกนบอกให้ทุกคนหยุด พร้อมให้ตำรวจมารับตัวออกจากจุดเกิดเหตุ เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ตนมองว่าปัญหาดังกล่าวน่าจะมีกลุ่มทางการเมืองฝ่ายตรงข้ามหนุนหลัง จึงได้ตัดสินใจเข้ามาแจ้งความเพื่อความปลอกภัย อีกทั้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล ไม่ว่ากลุ่มใดที่ดำเนินการคุกคามผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งตนเชื่อว่ากลุ่มผู้มีอิทธิพลยังมีอยู่ในสังคมพิษณุโลก และหลังจากการนี้ตนคงต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่การหาเสียงยังคงเดินหาเสียงแบบเข้าถึงประชาชนเหมือนเดิม พร้อมขอกำลังตำรวจมาดูแลความปลอดภัย 2 นาย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมานพ.วรงค์ ได้อัพโรด ข้อความ ขึ้นเฟสบุ๊ค โดยได้เล่าเหตุการณ์ว่า ขณะกำลังเดินหาเสียงได้มีประชาชนมาคอยให้กำลังใจ แต่ปรากฏว่า พอเดินมาจนถึงจุดที่เกิดเหตุ ที่ถนนคนเดินหน้าวัดจันทร์ ตนและทีมงานถูกทำร้ายโดยกลุ่มนักเลงที่เป็นสท.และเป็นทีมหาเสียงการเมืองของแม่-ลูก ตนได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว

 นอกจากนี้ ที่น่าเลวร้ายคือมีผู้หญิงคนหนึ่งมาเดินถนนคนเดินกับลูกชายเห็นตน ระหว่างตนรอตำรวจเข้ามาคุยและให้กำลังใจ หลังจากแยกกันเมื่อตำรวจมา เขาก็ขับรถจักรยานยนต์กลับพร้อมลูก ก็มีวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์ประกบเอาเท้าถีบเพื่อให้รถล้ม ได้ไปเจอกับตนที่โรงพักโดยบังเอิญ คล้ายกับว่าใครเข้าคุยให้กำลังใจตนไม่ได้  ตนเองอยากจะยืนยัน เรื่องกลุ่มอิทธิพลในช่วงการเลือกตั้งว่ามีอยู่จริง และขอให้เจ้าหน้าที่เร่งปราบปรามอย่างจริงจังด้วย

ลำพูนมือมืดทำลายป้ายหาเสียงปชป.

 เมื่อเวลา 08.30 น.ได้รับแจ้งจากนายขยัน วิพรหมชัย ผู้ ส.ส.ลำพูน เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ ว่า มีการทำลายป้ายหาเสียงเลือกตั้งของของตน จำนวน 6 ป้าย ใน อ.ป่าซาง ลักษณะถูกของมีคมกรีดทำลายรูปใบของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความเสียหาย

 ทั้งนี้ จาการลงพื้นที่เกิดเหตุตรงสี่แยกสะปุ๋ง หน้าร้านอาหารสิบสองปันนา พบว่ามีป้ายดังกล่าวถูกทำลายจริง จากคำบอกเล่าของชาวบ้านแถวนี้ปฎิเสธไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำและทำในเวลาใด เชื่อว่าคงอาศัยช่วงตอนกลางคืนที่ไม่มีคนพลุกพล่าน

 สำหรับที่เกิดเหตุประกอบด้วย บ้านแม่อาว หมู่ที่ 3 ต.นครเจดีย์ อ.ป่าซาง จำนวน 1 ป้าย , ที่ศูนย์ออกโฉนดชุมชมชน บ้านน้ำดิบ หมู่ที่ 7 ต.น้ำดิบ จำนวน 3 ป้าย , สี่แยกสะปุ๋งหน้าร้านอาหารสิบสองปันนา หมู่ที่ 8 ต.ม่วงน้อย จำนวน 1 ป้าย และปากทางเข้าถนนสายลำพูน-ลี้ เขตบ้านแม่อาว หมู่ที่ 13 ต.นครเจดีย์ อ.ป่าซาง จำนวน 1 ป้าย

 เกี่ยวกับเรื่องนี้  นายขยัน ได้ตั้งข้อสังเกตุว่าแต่ละป้ายจะถูกทำลายลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะรูปนายอภิสิทธิ์ ขณะที่ป้ายของผู้สมัครพรรคอื่นที่ติดระยะไม่ห่างกันมากนักไม่ได้ถูกกทำลายแต่อย่างใด จึงไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดจากฝีมือวัยรุ่นหรือคนสติไม่สมประกอบ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากคนที่ไม่ระบุเป็นฝ่ายไหนหวังทำลายให้เกิดความเสียหาย เบื้องต้นได้รายงานให้นายอภิสิทธิ์ทราบ พร้อมมอบหมายให้นายชำนาญ กาวิน่า อายุ 58 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/1 หมู่ที่ 9 ต.ริมปิง อ.เมือง จ.ลำพูน ผู้ประสานงานพรรคประชาธิปัตย์สาขาลำพูน เขต 2 เข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับ ร.ต.อ.พยงค์ศักดิ์ ถาริยะ พนักงานสอบสวน สภ.ป่าซาง เมื่อวานนี้ (4 มิ.ย.) ตนไม่อาจระบุได้ว่าเป็นฝีมือของผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ขอร้องให้ผู้ที่จะกระทำดังกล่าวหยุดพฤติกรรมดังกล่าว อยากให้ต่อสู้ทางพรรคประชาธิปไตยจะดีกว่า

ทางด้าน พล.ต.ต.ชำนาญ รวดเร็ว ผบก.ภ.จว.ลำพูน สั่งการให้ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบทั้ง 8 อำเภอ เร่งออกสืบสวนหาข่าว สำรวจความเสียหาย พร้อมทั้งให้รายงานจำนวนป้ายที่ถูกทำลายเพิ่มเติมเป็นการด่วน เร่งตามจับตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี แม้หากยังไม่พบว่ามีผู้เสียหายเพิ่มเติมจากการถูกทำลายป้ายหาเสียงมาแจ้งความเพิ่ม

 สำหรับเหตุการณ์ทำลายป้ายหาเสียงพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ จ.ลำพูน เคยมีมาแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ อ.ลี้ โดยเป็นป้ายไวนิลโฆษณาของพรรค ได้รับความเสียหายเกือบร้อยละ 80 จำนวน 1 ป้าย และถูกลอบวางเพลิงหน้าที่สำนักงานด้วยการถูกจุดไฟเผากองฟาง โชคดีมีผู้มาพบเห็นก่อน

เผยผลสำรวจความเป็นผู้นำ"ยิ่งลักษณ์"ยังแรงบี้ติด"อภิสิทธิ์"

 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เสนอผลสำรวจ เรื่องสำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ครั้งที่สามกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ

 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่าผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สำรวจภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร ครั้งที่สาม กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี พะเยา เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ นครพนม สกลนคร สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น นครราชสีมา กระบี่ นราธิวาส และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,210 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 30 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 จากการเลือกตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่างครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ค้นพบ คือ แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร เพิ่มสูงขึ้นจากการศึกษาครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลายตัว เช่น ความอดทนอดกลั้น ควบคุมอารมณ์จากร้อยละ 9.7 ในครั้งแรก มาอยู่ที่ร้อยละ 31.6 ในครั้งล่าสุด  ความสุภาพอ่อนโยน จากร้อยละ 13.0 มาอยู่ที่ร้อยละ 37.4 การยอมรับจากภายในประเทศและต่างประเทศจากร้อยละ 11.3 มาอยู่ที่ร้อยละ 29.3 การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเพิ่มจากร้อยละ 9.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 32.4 ความโอบอ้อมอารีเพิ่มจากร้อยละ 13.1 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.2 ความเป็นผู้นำเพิ่มจากร้อยละ 12.9 มาอยู่ที่ร้อยละ 32.5 นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตัวชี้วัดที่เพิ่มขึ้น เช่น ความรู้ความสามารถ มีจริยธรรมทางการเมือง มีวิสัยทัศน์ เสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นคนรุ่นใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ ความยุติธรรม กล้าคิดกล้าตัดสินใจ แก้ปัญหาความขัดแย้งได้ดี และรวดเร็วฉับไวในการแก้ปัญหา เป็นต้น

 อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะในการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ฐานสนับสนุนของประชาชนที่มีต่อนายอภิสิทธิ์ ยังคงสูงกว่านางสาวยิ่งลักษณ์ ในหลายตัว เช่น ความเป็นผู้นำนายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 47.7 นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ ร้อยละ 32.5 จริยธรรมทางการเมือง นายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 43.3 นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ร้อยละ 29.5 และที่น่าสนใจ คือ ความมีเสน่ห์น่าเลื่อมใสศรัทธาที่เพิ่มขึ้นมาอีกตัวชี้วัดหนึ่งในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้ร้อยละ 43.1 นางสาวยิ่งลักษณ์ได้ร้อยละ 34.3 แต่หากเปรียบเทียบผลการศึกษาครั้งแรกกับครั้งที่สามนี้จะพบว่า ตัวเลขที่นายอภิสิทธิ์ ได้รับค่อนข้างนิ่ง และมีแนวโน้มลดลงหลายตัว

 ผอ.เอแบคโพลล์ ระบุ ในผลการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่า ฐานสนับสนุนของสาธารณชนต่อนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงจุดที่ไม่แตกต่างกันกับฐานสนับสนุนของประชาชนต่อนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะในการสำรวจครั้งนี้ เนื่องจากตัวเลขที่เห็นต่างกันนั้นอยู่ในช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบ ร้อยละ 7  แนวทางที่จะเพิ่มฐานสนับสนุนของประชาชนต่อแกนนำพรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้งสองท่านไม่น่าจะได้มาจากการ “ดีเบต” แต่ความนิยมศรัทธาที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งน่าจะได้มาจากการ “ลงมือทำจริง” ให้ชาวบ้านเห็น ตัวอย่างเช่น ปัญหาเรือบรรทุกน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม และปัญหาค่าครองชีพ สินค้าราคาแพง ซึ่งนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ น่าจะได้เปรียบแต่ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนรับรู้ถึงผลงานได้ ตัวเลขจึงค่อนข้างนิ่งและมีแนวโน้มลดลงจากการศึกษาครั้งแรก ในขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อาจจะใช้การระดมทรัพยากรส่วนตัว หรือกลุ่มนายทุนที่สนับสนุนทดลองพิสูจน์ฝีมือการแก้ปัญหาจริงให้ปรากฏต่อสายตาของมวลชน ผลที่ตามมาก็คือ เราจะได้เห็นภาพของการ “เทใจ” และคะแนนนิยมจากสิ่งที่ชาวบ้านได้เห็น “ของจริง” มากกว่า “คำพูด” ในเวทีดีเบตที่เป็นตัวชี้ขาดผลการเลือกตั้งจากการตัดสินใจของประชาชนในครั้งนี้

 “ ยกตัวอย่างเช่น กรณีเรือน้ำตาลล่มในแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้าหากใครมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ให้ประชาชนเห็นประจักษ์อย่างรวดเร็วฉับไว มีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชีวิตของสัตว์น้ำและพืชพันธุ์อาหารทางน้ำ มีการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมาย มีระบบป้องกันในอนาคตระยะยาวได้อย่างประทับใจชาวบ้าน ก็น่าจะได้คะแนนคนในภาคกลางไปอีกจำนวนมาก เพราะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในภาคกลางถือว่ามีมากเป็นอันดับสองรองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ดร.นพดล กล่าว

 จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 48.1  เป็นหญิง ร้อยละ 51.9  เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.0  อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 19.4 อายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 20.3 อายุ 30 – 39 ปี ร้อยละ 20.7 อายุ 40 – 49 ปี และร้อยละ 35.6 อายุ 50 ปีขึ้นไป โดย ตัวอย่างร้อยละ 71.9  มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 22.6 มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.5 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป นอกจากนี้ ตัวอย่างร้อยละ 26.6 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.3 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.5 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 13.1 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 10.9  เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ  ร้อยละ 7.9 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 2.7  ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ