
มีอะไรในแบงก์
พยายามนั่งนึกทบทวนความจำว่า ตอนเด็กๆ มีโฆษณาของธนาคารแห่งหนึ่ง ที่ทำออกมาแล้วโดนใจมากๆ ถ้าใครนึกออก ลองส่งเมลมาบอกกันบ้างนะคะ เนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนั้นหยิบเอา ภาพลักษณ์ ของพนักงานแบงก์ รวมทั้งบรรยากาศในแบงก์เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว มานำเสนอแบบถึง
เข้าใจว่า ครีเอทีฟยุคนั้น คงทำสำรวจความเห็นของประชาชนผู้ใช้บริการธนาคารว่า นึกถึงแบงก์แล้วนึกถึงอะไร และคำตอบก็ถ่ายทอดผ่านโฆษณาที่ชี้ให้เห็นว่า บรรยากาศในแบงก์โอ่โถงและดูใหญ่โตมาก จนลูกค้ากลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว ขณะที่พนักงานแบงก์ก็ดูใหญ่โตราวกับเป็นยักษ์เป็นมาร จนลูกค้าไม่กล้าหรือไม่อยากจะเข้าไปทำธุรกรรมทางการเงิน
ภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้โดนใจดิฉันมาก เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนที่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ดิฉันก็ขยาดกับการเดินเข้าไปในธนาคารพาณิชย์เหมือนกัน หรือแม้กระทั่งเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ดิฉันก็ยังไม่ชอบและรู้สึกขัดใจทุกครั้งที่มหาวิทยาลัยออกระเบียบให้ชำระค่าเทอมด้วยการซื้อแคชเชียร์เช็คแทนการชำระด้วยเงินสด เพราะนั่นทำให้ดิฉันต้องเดินเข้าไปในธนาคาร ที่เต็มไปด้วยเอกสาร ใบอะไรต่อมิอะไร แล้วต้องกรอกอะไรต่อมิอะไร โดยที่พนักงานแบงก์แต่ละคนก็ดูหน้าตาหงิกงอ แทบจะถามอะไรไม่ได้ เพราะต่างก็ยุ่งอยู่กับงานตรงหน้า
จะด้วยเหตุนี้หรือเปล่า ดิฉันไม่อาจรู้ แต่ที่รู้ก็คือ เวลาผ่านไป อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ทุกวันนี้ เราจึงเห็นการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของธนาคารทุกแห่งที่เน้นการให้บริการที่เป็นกันเอง ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นมิตรมากขึ้น เพราะทันทีที่คุณเดินเข้าไป จะมีพนักงานหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสคอยให้คำแนะนำตั้งแต่ด้านหน้า หยิบเอกสารให้ พร้อมทั้งแนะนำการกรอกเอกสารแต่ละใบให้อีกด้วย
หรืออาจจะมีเหตุผลที่มากกว่านั้น ก็เป็นไปได้ เช่นว่า ทุกวันนี้การเดินเข้าแบงก์ ไม่ได้หมายความแค่ว่า จะฝาก-ถอนเงิน หรือติดต่อเรื่องสินเชื่อ แต่เป็นเพราะธนาคารพาณิชย์มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายมากขึ้น จนหลายๆ ครั้ง เวลาเดินเข้าแบงก์ เรานึกว่ากำลังอยู่ในตลาดอะไรสักแห่ง ที่มีพ่อค้าแม่ค้าหน้าตาดีนำเสนอสินค้าเยอะแยะไปหมด
และเพราะกติกาใหม่ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ เกี่ยวกับการคุ้มครองเงินฝาก ซึ่ง “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” เคยนำเสนอไปหลายครั้งแล้ว อาจจะสร้างความสับสนให้แก่ผู้ฝากเงิน ทำให้คิดไปว่า ทุกอย่างในแบงก์ได้รับการคุ้มครองดูแลทั้งหมด อันนั้นเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องนะคะ
ตามกฎหมายคุ้มครองเงินฝากนั้น การคุ้มครองจะครอบคลุมเฉพาะ “เงินฝากกระแสรายวัน ออมทรัพย์ ประจำ บัตรเงินฝาก และใบรับฝากเงินที่เป็นเงินบาท” ยกเว้นเงินฝากในบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ ซึ่งเป็นประเภทบัญชีพิเศษที่เปิดเพื่อทำรายการเฉพาะตาม พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน รวมถึงเงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝง เงินฝากระหว่างสถาบันการเงิน
นั่นแปลว่า การคุ้มครองดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมส่วนที่นอกเหนือจาก “เงินฝาก” ไม่ว่าจะเป็นตั๋วแลกเงินหรือบีอี หุ้นกู้ภาคเอกชนที่เสนอขายผ่านธนาคาร รวมถึงบรรดากองทุนรวมประเภทต่างๆ และประกันชีวิต ที่เดี๋ยวนี้เวลาเดินเข้าแบงก์เป็นต้องเจอพนักงานแนะนำให้ซื้อโน่น ลงทุนนี่ตลอดเวลา
และการคุ้มครองดังกล่าว จะคุ้มครองเฉพาะเงินฝากในธนาคารพาณิชย์ รวมสาขาของธนาคารต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 32 แห่ง บวกกับบริษัทเงินทุนอีก 3 แห่ง และบริษัทเครดิต ฟองซิเอร์ อีก 3 แห่ง โดยไม่ครอบคลุมธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งเป็นธนาคารที่รัฐถือหุ้นและดูแลผู้ฝากเงินอยู่แล้ว รวมทั้งธนาคารอื่นที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เช่น ธนาคารอิสลาม และเงินฝากในสหกรณ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกัน เนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก
ขณะที่ตัวเลขของเงินฝากที่กฎหมายคุ้มครอง ซึ่งตอนนี้ยังคุ้มครองเต็มจำนวนนั้น จะเริ่มลดลงตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2554 เหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร และจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคารนับตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2555
จริงๆ ประเด็นเรื่องการคุ้มครองเงินฝากนั้น ชัดเจนทั้งเรื่องของประเภทของสินทรัพย์ที่ได้รับการคุ้มครอง สถาบันการเงิน รวมถึงอัตราการคุ้มครอง แต่เพราะผู้คนยังมีคำถามมากมายและยังสับสน ทำให้คุณสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บอกว่า มีแนวคิดออกตราสัญลักษณ์ หรือข้อความกำกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสร้างความชัดเจนให้แก่ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก
หรือจะให้ดี ก็แนะนำให้ทำสติกเกอร์ติดไว้หน้าแบงก์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ด้วยว่า ที่นี่คุ้มครองเงินฝาก เอาให้ชัดๆ กันไป
เพราะต้องยอมรับค่ะว่า ถึงแม้วันนี้ ผู้คนที่เดินเข้าไปทำธุรกรรมในธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากขึ้นกว่าสมัยที่คุณลุงบุญช่วย เดินไปฝากเงินที่แบงก์ออมสิน แล้วได้หน่วยลงทุนของกองทุนรวมติดมือกลับบ้าน ด้วยคิดว่านั่นคือหนึ่งใน “เงินฝาก” จนเมื่อขาดทุนแล้วกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แต่ส่วนตัวดิฉันก็เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยยังแยกไม่ออกว่า อะไรคือเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครอง และอะไรที่ไม่ใช่ ดังนั้น นอกจากการทำตราสัญลักษณ์หรือข้อความกำกับผลิตภัณฑ์แล้ว อีกวิธีหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ ในการให้คำแนะนำกับลูกค้า และบอกลูกค้าอย่างตรงไปตรงมาถึง “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง”
ขณะเดียวกัน ประชาชนที่ใช้บริการของธนาคารพาณิชย์ก็ควรสอบถามเจ้าหน้าที่ธนาคารให้ชัดเจน หากมีข้อสงสัยเรื่องไหนหรือไม่แน่ใจเรื่องใด ไม่ต้องกลัวว่าถามแล้วจะโง่ เพราะทั้งหลายทั้งปวง มันก็เงินของคุณทั้งนั้น เวลาทุนหาย กำไรหด ก็ไม่ได้มีใครมาเดือดร้อนด้วย
แล้วอย่าลืมว่า บรรยากาศในแบงก์ ณ วันนี้ ก็ไม่เหมือน 30 ปีก่อน ที่แทบจะถามอะไรจากใครไม่ได้ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็อบอุ่นเหมือนบ้าน บริการสุดแสนประทับใจทั้งนั้น
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



