
"อาหรับราตรี VS มังกรหยก"ที่อุซเบกิสถาน(จบ)
จากนั้นพวกเราก็อำลาเมืองบุคารานั่งรถบัสมุ่งหน้าไปยังเมืองคีวา เมืองสุดท้ายบนเส้นทางสายแพรไหมของแท้ที่พวกเราได้ไปเยือนกัน เมืองนี้เพิ่งฉลองอายุ 2,500 ปีเท่ากับบุคาราเมื่อปี 2540 นี้เอง เป็นเมืองที่เจงกิสข่านเคยยกทัพมาพิชิต ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในสม
ทั้งๆ ที่ห่างกันแค่ 470 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาเดินทางมาราธอน
นานถึง 10 ชั่วโมงบนถนนลาดยางเลนเดียวที่ขรุๆ ขระๆ แต่กำลังมีการขยายถนนเพิ่มเติมในหลายจุด ตลอดเส้นทางนี้จะทะลวงกลางทะเลทรายอันแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตา ดิฉันเพิ่งถึงบางอ้อว่าทำไมข่านทุกยุคทุกสมัยถึงชอบสร้างสุเหร่าหรือหอขานละหมาดสูงๆ นอกจากจะเพื่อประกาศศักดาแล้ว หอสูงเหล่านี้ยังสามารถมองเห็นเด่นสง่าแต่ไกล สามารถใช้เป็นเครื่องหมายป้องกันไม่ให้หลงทางง่ายๆ
กระนั้น ดิฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าเวลาเจงกิสข่านควบม้าศึกผ่านทะเลทรายอันกว้างใหญ่สุดลูกหาลูกตา ยอดขุนศึกผู้พิชิตโลกไม่รู้สึกร้อนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือรู้สึกทดท้อบ้างหรือไรว่าอยากได้ดินแดนอันแสนแห้งแล้งนี้ไปทำไมกัน หนำซ้ำเมื่อยึดได้ก็ยังเผาทำลายจนราพนาสูรอีก
ท่ามกลางความแห้งแล้ง จู่ๆ ก็พบแม่น้ำอามูดารยา ซึ่งเป็นแม่น้ำสายยาวที่สุดในเอเชียกลางด้วยความยาว 2,520 กิโลเมตร ไหลผ่ากลางทะเลทรายตรงจุดที่เป็นกึ่งกลางทางของ 2 เมืองโบราณ
อีกครั้งที่มีการเปลี่ยนแผนใหม่โดยพวกเราจะไม่พักที่เมืองคีวาตามแผนเดิม หากเปลี่ยนไปพักที่เมืองอูเกิ้น เมืองใหม่ซึ่งมีสนามบินอยู่ไม่ไกลนัก นั่งรถแค่ 10-20 นาทีเท่านั้น รุ่งเช้าพวกเราจึงนั่งรถราว 45 นาทีสู่เมืองคีวา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอุซเบกิสถาน
ปัจจุบันคีวาเป็นเมืองเล็กๆ มีประชาชนราว 5 หมื่นคน ได้รับสมญาว่า "นครแห่งโดมพันโดม" หรือ "อาหรับราตรี" หรือ "พันหนึ่งราตรี" ทำให้ดิฉันนึกครึ้ม นึกภาพตัวเองเป็นนางเอกอยู่ในนิทานอาหรับดังๆ อย่างอาละดินกับตะเกียงวิเศษ ซินแบดยอดนักผจญภัย และอาลีบาบา แต่พอนึกถึงภาพเจงกิสข่านกำลังสู้กับซินแบด โดยมีอาลาดินซึ่งต้นกำเนิดแท้ๆ เป็นคนจีนแต่ถูกแปลงสัญชาติเป็นแขกอาหรับได้อย่างกลมกลืนยืนดูอยู่ข้างๆ ดิฉันก็เลยเลิกฝันกลางวันดีกว่า
สมัยที่อุซเบกิสถานยังเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เมืองคีวาได้รับการอนุรักษ์ไว้ในฐานะเมืองพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง มีทั้งสุเหร่า มาดราซาส์ มิเนอเรตหรือหอขานละหมาด ฮาเร็ม และที่ฝังศพกว่า 60 แห่ง ฯลฯ โดยทุกแห่งยังคงไว้เหมือนเมื่อพันปี ก่อนที่ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกทั้งเมืองเมื่อพ.ศ.2533 เพื่อจะได้คงความเป็น "อาหรับราตรี" ไว้ตลอดไป
แต่น่าเสียดาย เท่าที่ดิฉันเห็นกับตาตัวเองก็คืออดีตพันปีของเมืองคีวากำลังถูกทุนนิยมทำลายทีละน้อยๆ ตั้งแต่การต่อเติมอาคารใหม่แทรกกลางอาคารเก่าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การมีร้านค้าเนืองแน่นทุกจุด ที่สำคัญยังแปลงโรงเรียนสอนศาสนาโมฮัมหมัด อามิน ข่าน โรงเรียนสอนศาสนาใหญ่ที่สุดในเมืองคีวาที่มีอายุนับพันปีและมีความสวยงามตามแบบฉบับศิลปะของอิสลามให้กลายเป็นโรงแรมทันสมัยเพียงเพื่อหวังเงินเล็กๆ น้อยๆ
โดยกลุ่มนายทุนโรงแรมโอเรียนท์ สตาร์ คีวา ได้ทำสัญญาเช่าจากรัฐเป็นเวลา 50 ปี จากนั้นก็ดัดแปลงโรงเรียนสอนศาสนาเก่าแก่ที่สุดให้เป็นโรงแรม เปิดใช้เมื่อ พ.ศ. 2540 คิดค่าห้อง ห้องคู่ห้องละ 75 ดอลลาร์ ห้องเดี่ยวห้องละ 55 ดอลลาร์
บรรดาสถาปัตยกรรมโบราณที่คงรูปลักษณ์ของอิสลามขนานแท้และมีความสมบูรณ์แบบที่สุดของเอเชียกลางล้วนอยู่ในเมืองเก่าชั้นในที่เรียกว่า "อิซานคาลา" หรือ "ป้อมชั้นใน" ด้านนอกเป็นกำแพงเมืองก่อด้วยอิฐยาว 2.5 กิโลเมตร สูง 7-8 เมตร สร้างในศตวรรษที่ 18 แต่ได้รับการบูรณะเสริมอิฐจนหนาขึ้นในศตวรรษที่ 20
ตรงประตูเมืองจะมีรูปปั้นของปิทากอรัส บิดาของวิชาคณิตศาสตร์ประดิษฐานอยู่ โดยชาวเมืองบอกว่าปิทากอรัสเป็นชาวอุซเบค เล่นเอาดิฉันยืนงงอยู่พักใหญ่ เพราะจำได้ว่าตำราเรียนที่เคยเรียนตอนเด็กๆ บอกแต่ว่าปิทากอรัสเป็นชาวกรีก ทำไมเปลี่ยนสัญชาติได้ง่ายๆ และรวดเร็วปานนี้หนอ
ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไปในเมืองคีวาที่เห็นเด่นตระหง่านก็คือหอขานละหมาดหรือมิเนอเรต 5 หอตั้งเรียงรายกันตลอดช่วงถนน โดยห่างจากกันราว 200 เมตร ที่เด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมืองเก่าก็คือ หอขานละหมาดจูมามอสก์ ตั้งอยู่ติดกับจูมา มอสค์ มหาสุเหร่าแห่งคีวา หอขานละหมาดแห่งนี้มีความสูง 33 เมตร บนฐานกว้าง 6.2 เมตร ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้าเป็นแถบวงแหวน 8 วงรอบหอขานละหมาด สูงขึ้นไปได้เจาะเป็นช่องเหมือนซุ้มโค้ง 8 ซุ้ม บนสุดเป็นโดมสีฟ้าเล็กๆ มียอดทำด้วยทองคำ
สำหรับมหาสุเหร่าจูมา มอสค์ หรือสุเหร่าวันศุกร์ นั้นสร้างบนซากสิ่งก่อสร้างโบราณ ในช่วงศตวรรษที่ 10 แต่แล้วเสร็จในศตวรรษที่ 18 สุเหร่าแบบอาหรับโบราณมีเพียงชั้นเดียวบนพื้นที่ประมาณ 2,500 ตร.ม. แห่งนี้ถือกันว่าเป็นต้นแบบสถาปัตยกรรมที่ไม่มีซุ้มประตูและลาน เหมือนกับสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ในเมือง
ความแปลกพิเศษไม่เหมือนสุเหร่าอื่นๆ ในเอเชียกลางอีกอย่างหนึ่งก็คือเพดานจะไม่ทำเป็นซุ้มโค้งเหมือนที่อื่น แต่จะเป็นเพดานราบเหมือนบ้านทั่วไปโดยมีเสาลวดลายงดงามค้ำยัน ที่มหัศจรรย์กว่านั้นก็คือไม่มีใครนับเสาค้ำยันได้ตรงกันสักที บ้างก็ว่ามี 212 ต้น บ้างก็ว่า 213 ต้นหรือ 215 ต้น บางคนบอกว่า 218 ต้น พวกเราช่วยกันนับดูก็ได้ไม่ตรงกัน ส่วนใหญ่นับได้ 219 ต้น
เสาค้ำยันส่วนใหญ่เป็นไม้แกะสลักจากท่อนซุงยักษ์ในศตวรรษที่ 18-19 ก่อนจะนำมาสร้างสุเหร่า มีอยู่ 11 ต้นบ้างก็ว่า 21 ต้นมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 10-12 ช่วงที่สร้างสุเหร่าใหม่ๆ นอกนั้นเป็นเสาใหม่แต่ก็มีอายุก็หลายร้อยปี ลวดลายที่แกะสลักก็ต่างกันออกไปตามยุคสมัย บางลายเป็นแบบอินเดีย บางลายเป็นภาษาคูฟิก บางต้นก็แกะสลักเป็นรูปดอกไม้เลื้อยคล้ายลายแกะสลักของไทย
แต่เสาค้ำยันเสาที่น่าสนใจที่สุดเสาหนึ่งจะอยู่บริเวณด้านหน้า เป็นเสาค้ำยันยุคต้นจากอินเดียที่ภัคราวัน มาห์มู้ด ซึ่งแปลว่าคนร่างยักษ์ กวีและยอดนักมวยปล้ำชื่อดังระดับตำนานทั้งในอุซเบฯ อินเดียและอิหร่านได้แบกมาจากแดนภารต หลังชนะมวยปล้ำที่อินเดียเพื่อช่วยเหลือชนเผ่าโคเมนซึ่งเป็นชนเผ่าโบราณในแดนภารตไม่ให้ตกเป็นทาส แล้วนำมาประดับที่จูมามอสก์แห่งนี้
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสุเหร่านี้เป็นคุตลุค-มูราด-อินัค หลุมฝังศพของยอดนักมวยปล้ำรัดับตำนานผู้มีชีวิตระหว่าง พ.ศ.1790-1869 สุสานนี้เป็นโดมสีฟ้าสดใส ตรงกลางเป็นโดมตะปุ่มตะป่ำเหมือนดอกเห็ด นับเป็นโดมสีฟ้าแห่งเดียวในเมืองคีวา
พวกเราออกจากโชคดีเป็นพิเศษในวันนั้นได้พบพิธีแต่งงานแบบคีวาแท้ๆ ซึ่งจะนิยมกันมาแต่งงานที่บ้านของนักมวยปล้ำเอกผู้นี้ ที่นี่จะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้าบ่าวเสี่ยงทาย ถ้าเจ้าบ่าวโยนถังตักน้ำลงไปในบ่อได้ยินเสียงดังก้องกังวาน แสดงว่าเป็นคนแข็งแรง สามารถดูแลครอบครัวให้สุขสบายได้จากนั้นเจ้าบ่าวก็จะใช้กระบวยตักน้ำให้เจ้าสาวและเจ้าสาวก็จะป้อนน้ำให้เจ้าบ่าวจากกระบวยเดียวกัน ระหว่างนั้นพวกเราก็ทำตัวกลมกลืนกับบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ร่วมโพงน้ำ ดื่มน้ำและล้างหน้าอย่างสนุกสนาน
ตลอดทั้งวัน ยังได้พบงานแต่งงานหลายคู่ โดยเจ้าสาวจะสวมชุดราตรียาวสีขาวเดินลากไปตามถนน ส่วนเจ้าบ่าวแต่งสูทดำ ทุกคนต่างเป็นกันเองแม้ว่าออกจากอายคนแปลกหน้าอย่างพวกเราที่ชอบเข้าไปผสมโรงด้วย
ตรงข้ามกับจูมามอสก์เป็นอเวสตา วิหารแห่งไฟหรือโซโรแอสเตอร์ ซึ่งเป็นลัทธิโบราณของที่นี่ แต่ไม่เหลือซากแล้ว มีแต่ชื่อติดไว้ ส่วนภายในล้วนเป็นของใหม่
หอขานละหมาดหอที่ 2 บนถนนกลางเมืองเก่าโดยอยู่ทางฝั่งตะวันตกก็คือ หอกัลตา มินอร์ หรือหอสั้น ตามชื่อกัลตาที่แปลว่าสั้น ทั้งๆ ที่รูปลักษณ์ภายนอกนั้นแสนจะสูงตระหง่าน ประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าน้ำทะเลเป็นลายต่างๆ คล้ายวงแหวนสีฟ้าล้อมเป็นชั้นๆ ตลอดทั้งหอ ราวกับชะลอท้องฟ้ามาไว้บนดินก็ไม่ปาน ถือเป็นสัญลักษณ์แท้จริงของเมืองคีวา
เดิมทีโมฮัมหมัด อาลี ข่าน ได้บัญชาให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2398 หมายใจจะให้สูงถึง 70 เมตรหรือตำราบางเล่มก็ว่าจะให้สูงเทียมฟ้าถึง 110 เมตร เพื่อให้สามารถมองไกลไปถึงเมืองบุคาลาที่อยู่ห่างออกไป 470 กิโลเมตร และเพื่อเป็นเกียรติประวัติว่าเป็นหอสูงที่สุดในเอเชียกลาง ดิฉันคิดอยู่ในใจว่าอาลี ข่านอาจจะคิดประชันกับหอคอยบาเบลในเมืองบาบิโลน อาณาจักรโบราณในประเทศอิรักซึ่งถูกพระเจ้าทำลายลง แต่พระเจ้าเนบูคัคเนสสาร์ทรงสั่งให้สร้างขึ้นเป็นหอสูงเทียมฟ้าอีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ
เช่นเดียวกับหอกัลตา มินอร์ ซึ่งกลายจากหอสูงเทียมฟ้ากลายเป็นหอสั้น โดยสร้างได้สูงแค่ 26 เมตร หรือบางแห่งก็ว่า 29 เมตร บนฐานกว้าง 15 เมตร โมฮัมหมัด อาลี ข่านก็ถูกลอบปลงพระชนม์ โครงการนี้จึงถูกพับไว้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
มีตำนานเล่ากันสนุกว่าระหว่างการสร้างมหาหอยักษ์นี้ ประชาชนต่างบ่นกันพึมด้วยความไม่พอใจ แต่ข่านก็สั่งให้จับกุมตัวหัวหน้าที่คัดค้านการสร้างหอยักษ์นี้แล้วนำไปฝังทั้งเป็นตรงฐานของหอ อีกตำนานหนึ่งที่สนุกกว่ากล่าวว่าพอข่านของบุคาราทราบข่าวการสร้างมหาหอยักษ์ก็คิดจะแข่งศักดาด้วยการติดสินบนสถาปนิกสร้างหอนี้ให้ไปสร้างหอที่สูงกว่าที่เมืองบุคารา อามินข่านรู้เข้าก็สั่งจับสถาปนิกไปฆ่า หอนี้ก็เลยสร้างไม่เสร็จค้างคาจนทุกวันนี้ เพราะเชื่อกันว่ามีแต่สถาปนิกผู้นั้นเท่านั้นที่จะสร้างหอให้เสร็จได้
หอที่ 3 บนถนนสายหลักของคีวาก็คือหอชา คาลันดาร์ -โบโบ คอมเพล็กซ์ สร้างในปลายศตวรรษที่ 19 นับเป็นโบราณสถานอีกแห่งหนึ่งที่งดงาม ประกอบด้วยโรงเรียนสอนศาสนาและหอขานละหมาดสูง 18 เมตร ผนังจะเน้นลวดลายสีฟ้าและขาวตัดกับเพดานที่เน้นสีทองและแดง ซึ่งแต่ละสีล้วนแต่มีความหมายในตัวเอง ส่วนเสาค้ำยัน 6 เสานั้นไม่มีลวดลายใดๆ สำหรับหอขานละหมาดอีก 2 หอที่อยู่ใกล้ๆ กันแต่อยู่ทางฝั่งตะวันออกก็คือหอสูงใกล้สุเหร่าซายอิด -บาย สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2385 และหอพัลวัน คารี
แต่ความภูมิใจของคีวาอยู่ที่หอคอยอิสลามโฮจา หอคอยทรงกรวย บ้างก็ว่ารูปทรงเหมือนประภาคารสูง เนื่องจากด้านบนสุดของหอคอยเป็นโคมไฟรูปร่างคล้ายมงกุฎมียอดทำด้วยทองคำ หอคอยนี้มีฐานกว้าง 12 เมตร สูงประมาณ 57 เมตร สูงกว่าหอกัลยันที่บุคารากว่า 10 เมตร นับเป็นหอคอยสูงที่สุดในอุซเบฯ ตั้งตระหง่านรวมอยู่กับกลุ่มโดมนับพันภายในเมือง สามารถเดินขึ้นไปบนบันไดวนเล็กๆ ที่มีถึง 175 ขั้น มองเห็นเมืองคีวาได้ไกล ด้านนอกประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว สีฟ้าและแดงเป็นแถบๆ ด้วยลวดลายเฉพาะตัวบนผนังอิฐสีน้ำตาล ได้รับยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองคีวา
เห็นหอคอยนี้แล้วดิฉันก็เห็นภาพโค้วจง ฉีจื่อหลินและปาฟงหัน สามตัวเอกในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ของหวงอี้กำลังทำศึกที่ป้อมเฮ่อเหลียนอย่างดุเดือด โดยอาศัยความได้เปรียบจากการเป็นป้อมเล็กๆ เหมือนหอคอยแห่งนี้ยืนหยัดต่อสู้จนกระทั่งข่านถูลี่นำกองกำลังสุนัขป่าสีดำมาช่วย
"....ป้อมเฮ่อเหลียนออกแบบก่อสร้างเพื่อใช้ระวังป้องกัน นอกจากผนังกำแพงมั่นคงแข็งแรงอย่างที่ค้อนเหล็กยังเจาะไม่เข้า...บนผนังกำแพงสร้างหอยามอยู่ทางทิศตะวันออกและตก ใจกลางมีบันไดศิลาทอดลงยังชั้นล่าง..."
ใกล้ๆ กับหอคอยนี้เป็นมาดราซาส์อิสลามโฮจา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงวัตถุสิ่งของหัตถกรรมงานแกะสลัก งานโลหะ พรม งานสลักหินในยุคโคเรซึมที่ปกครองเมืองคีวา
พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง คูห์นาอาร์ค หรือ คุนยาอาร์ค หรือ "ป้อมเก่า" เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเป็นป้อมปราการผสมฮาเร็มเริ่มสร้างในศตวรรษที่ 12 ขยายต่อเติมในศตวรรษที่ 17 ถือเป็น "นครภายในนคร" มีกำแพงสูงกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง ภายในมีสุเหร่าของข่าน ท้องพระโรง พระตำหนัก ศาลสูง ฯลฯ บางส่วนถูกทำลายระหว่างที่กองทัพอิหร่านบุกดินแดนนี้ในกลางศตวรรษที่ 18 ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่หลังจากนั้นไม่นานนัก
พระราชวังทาช-ฮอลี หรือ ทาช-เคาลิ หรือ "ลานหิน" หรือ "เรือนศิลา" พระราชวังฤดูร้อนซึ่งสร้างอย่างสวยงามในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ภายในประกอบด้วยเขตพระราชฐานสามส่วน รวม 162 ห้อง ตรงกลางเป็นลานโล่งกว้าง ประกอบด้วยบริเวณที่เป็นท้องพระโรง บริเวณที่เก็บราชรถโบราณ รวมทั้งเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเป็นที่ประทับของข่าน ภายในตกแต่งลวดลายสวยงาม ตามหลักของศาสนาอิสลาม รวมทั้งที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ และส่วนที่เป็นนางในหรือฮาเร็ม
แต่ไม่ใกล้ไม่ไกลมีตลาดค้าทาสและห้องอาบน้ำสาธาณะ ซึ่งเป็นภาพที่ตัดกันราวขาวกับดำ
จุดที่น่าสนใจก็คือบริเวณฮาเร็มเก่า มีการแสดงย้อนยุค โดยสาวงามคนหนึ่งแต่งตัวเป็นนางในมีผ้าแพรบางปิดใบหน้าเหลือตรงนัยน์ตาดำโต เน้นความงามให้ยิ่งมีเสน่ห์ล้ำลึกมากขึ้น ขณะที่พ่อแม่และลูกสาวอีกคนหนึ่งจะแสดงการร่ายรำประกอบกลองเล็กๆ แบบอุซเบฯ ระหว่างนั้นก็มีการเลี้ยงน้ำชาและของหวานด้วย
ตลอดทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พวกเราโต๋เต๋อยู่ในเมืองเก่าคีวา บางแห่งได้ชมอย่างละเอียด หลายแห่งได้แต่เหลือบมองผ่านๆ แต่ก็ไม่สามารถชมได้หมดทั้งเมือง เพราะมีเวลาจำกัดแค่วันเดียวเท่านั้น
"อาหรับราตรี" ที่เมืองคีวาจึงจบลงอย่างน่าเสียดายก่อนที่พวกเราจะบินกลับไปกรุงทาชเคนท์และได้มีโอกาสไปสัมผัสหิมะที่สกีรีสอร์ทแห่งหนึ่งท่ามกลางฝนที่ตกปรอยๆ ยิ่งทำให้หนาวเย็นจนไม่น่าเชื่อว่ากำลังอยู่ในประเทศกลางทะเลทราย
สิ่งที่ดิฉันแสนเสียดายที่สุดก็คือระหว่างเยือนอุซเบกิสถาน ดิฉันไม่มีโอกาสได้ตามรอยโบราณสถานทางพุทธศาสนาที่จีนสมัยต้าถังเคยมาเผยแพร่ไว้ รวมทั้งไม่ได้ตามหาร่องรอยของลัทธิโซโรแอสเตอร์ที่ดิฉันเคยศึกษามาก่อน ประการสุดท้ายก็คือไม่ได้นั่งอูฐแม้จะอยู่ในเขตทะเลทราย เพราะอยากจะเทียบว่าต่างจากอูฐหนอกเดียวที่ไซไนและอูฐสองหนอกที่ซินเกียงหรือไม่
แต่สิ่งที่ทดแทนกันได้ก็คือความน่ารักของเด็ก ความสวยงามของผู้หญิง และฟันทองเต็มปากของชาวอุซเบควัยกลางคนทั้งหญิงและชาย เหนืออื่นใดก็คือการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาวอุซเบคทุกที่ซึ่งพูดคำว่า "รัคมัค" หรือ "ขอบคุณ" จนติดปากพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะลั่น ดิฉันก็เลยให้สมญาประเทศนี้ว่า "ดินแดนแห่งรักมากๆๆๆๆ" จนอยากกลับไปสัมผัสอีกหลายๆ ครั้ง
สำหรับผู้ที่สนใจจะไป อย่าลืมพกปากกาติดตัวไปมากๆ สำหรับแจกเด็กๆ ที่มักจะร้องขอแต่ปากกาๆๆๆ เหมือนโซเวียตยุคหลังปลดปล่อยไม่มีผิด
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



