ข่าว

“ชัยอนันต์ สมุทวณิช” เปลือยนักการเมือง

“ชัยอนันต์ สมุทวณิช” เปลือยนักการเมือง

04 มิ.ย. 2554

“ชัยอนันต์ สมุทวณิช” ตีแผ่ “ขุมทรัพย์นักการเมือง”

ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ขุมทรัพย์นักการเมือง” โดยเชิญ 3 วิทยากร ได้แก่ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศ, ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (Thailand Information Center for Civil Rights and Investigative Journalism: TCIJ) ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “ขุมทรัพย์นักการเมือง” โดยเชิญ 3 วิทยากร ได้แก่ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศ, ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยทั้งสามได้ร่วมกันฉายภาพแหล่งขุมทรัพย์ทางการเมืองที่สำคัญ โดยไล่เรียงทั้งในเชิงประวัติศาสตร์จนถึงโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ 

ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) สรุปสาระสำคัญมานำเสนอดังนี้ 

ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช

เรารู้ว่าในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญที่สุดเพราะเป็นผู้ที่คัดเลือกบุคคลเข้ามาสู่ตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อรวบรวมประเด็นสำคัญๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แล้วจัดทำเป็นนโยบายเพื่อเรียกการสนับสนุนจากประชาชน และยังมีหน้าที่ให้การศึกษาทางการเมือง จัดกิจกรรมทางการเมือง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะชน

แต่ทำไมพรรคการเมืองไทยจึงเป็นพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่เหล่านี้ได้ไม่สมบูรณ์นัก และมุ่งเน้นไปในเรื่องการแข่งขันในการเลือกตั้งอย่างเดียว โดยที่ไม่ให้ความสนใจเรื่องอื่นมากเท่าที่ควร เว้นแต่สมัยหลังๆ ที่เริ่มจัดทำและเสนอนโยบายที่มีความชัดเจนมากขึ้นกว่าสมัยก่อน โดยไปเปิดดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้วก็ลอกมา

เหตุที่พรรคการเมืองไทยยังไม่สามารถเป็นสถาบันหลักในทางการเมืองได้ มันก็มีเหตุผลหลายประการ ผมก็จะยกมาสักสามสี่ประการที่ผมเห็นว่ามีความสำคัญ  

เรื่องแรกเป็นผลจากความเป็นมาของประวัติศาสตร์ คือถ้าเราจะดูพรรคการเมือง เราต้องดูว่ามีกำเนิดมาอย่างไรและมีบทบาทสำคัญอย่างไร เราจะเห็นว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยแปลกกว่าที่อื่น เพราะประชาชนไทยได้รับสิทธิเลือกตั้งทันที แต่ในการเลือกตั้งนั้นเป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีพรรคการเมือง คือเราได้สิทธิเลือกตั้งตั้งแต่ 2475 แต่พรรคการเมืองมาเริ่มเมื่อปี 2495 แล้วเริ่มก็เพราะมีพระราชบัญญัติพรรคการเมือง ที่น่าสนใจก็คือทำไมสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแล้วจึงต้องมีพระราชบัญญัติซ้อนขึ้นมาอีก

จริงๆ ไม่ต้องมีพระราชบัญญัติ พรรคการเมืองก็เกิดขึ้นได้ แต่มันก็มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ คือในช่วงที่มีการเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญและมีการปกครองแบบประชาธิปไตย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5-รัชกาลที่ 7 เป็นต้นมา เราพบว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นเกือบทุกพระองค์ทรงเห็นด้วยกับการที่บ้านเมืองจะมีรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่ยังเป็นประเด็นปัญหาก็คือมีการตั้งคำถามว่า ถ้ามีรัฐธรรมนูญแล้วก็ต้องมีพรรคการเมือง แล้วพรรคการเมืองในประเทศไทยจะมาจากไหน ใครเป็นผู้สนับสนุน ลำพังประชาชนโดยทั่วไปที่ในขณะนั้นยังเป็นชาวนาอยู่ กระจัดกระจายกัน คงไม่สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้ ฉะนั้น พรรคการเมืองก็คงจะมาจากส่วนธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในขณะนั้นประกอบด้วยคนจีนเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความกังวลว่าถ้าให้มีประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็คงจะเป็นพรรคคนจีน อันนี้เป็นถ้อยคำในเอกสารในสมัยก่อน

เราสังเกตดูว่าอะไรเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของพรรคการเมือง ก็คือการจัดตั้งหรือที่เราเรียกว่าการมีองค์กร แต่ในขณะนั้น สังคมไทยเราส่วนที่มีการจัดตั้งดีที่สุดก็คงจะเป็นพวกคนจีนซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย ในสังคมที่คนกลุ่มน้อยเข้ามาอยู่ เขาก็มีการปกครองเรียกว่าการปกครองตนเองก็แล้วกัน คือการปกครองตนเองที่รัฐบาลเรียกว่า อั้งยี่ ลักษณะของอั้งยี่เป็นลักษณะของการดำเนินการแบบพรรคการเมือง มีการจัดตั้ง มีหัวหน้า มีพลพรรค และมีการเรียกเก็บค่าบำรุงที่จะได้จากการคุ้มครอง เพราะฉะนั้นเราจึงมีพระราชบัญญัติขึ้นมาเรียกว่า พระราชบัญญัติอั้งยี่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระราชบัญญัติสมาคมและได้ห้ามสมาคมทำกิจกรรมเกี่ยวกับการเมือง
 
เราจะเห็นว่าความกลัวพรรคคนจีนจะมามีอิทธิพลในทางการเมือง เป็นความกลัวที่เกิดตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว คณะราษฎรก็ยังไม่ยอมให้มีพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองจึงไม่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมา ซึ่งผมมั่นใจว่าคณะราษฎรก็คงกลัวพวกเจ้าเหมือนกัน เพราะว่ามีกำลังเงินมากพอที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองได้ แต่นอกนั้นอาจจะเป็นเรื่องของการกลัวคนจีนที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่แล้วจะมีอำนาจทางการเมืองด้วย ในแง่นี้เราจะเห็นได้ว่ากลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์จะถูกแยกตัวออกจากการเมือง ตรงนี้จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่เราจะพูดต่อไปว่า แล้วทำไมกลุ่มธุรกิจและกลุ่มผลประโยชน์ถึงยังไงก็พยายามเข้าสู่อำนาจทางการเมืองได้ แต่ด้วยอีกวิธีหนึ่ง คือแทนที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเด่นชัดว่า พรรคนี้ตั้งขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของพ่อค้าโรงสี โรงเลื่อย ก็ไม่สามารถทำได้เพราะมีความพยายามที่จะปิดกั้นอยู่

ประเด็นที่ 2 ก็คือสภาวะทางการเมืองของสังคมไทยในอดีตไม่มีปัจจัยอะไรเลยที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนเกิดความรู้สึกหรือเกิดความจำเป็นว่าจะต้องมีส่วนร่วมทางการเมือง ผิดกับในบางประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้นที่มีกระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชซึ่งจำเป็นต้องต่อสู้กับอำนาจของเจ้าผู้ปกครอง แล้วก็บรรดาผู้นำจำเป็นต้องไปหามวลชน หาความสนับสนุนจากผู้คน ไม่ว่าจะในอินเดีย อินโดนีเซีย หรือพม่า ขบวนการเคลื่อนไหวตรงนี้สามารถต่อยอดเมื่อประเทศเหล่านั้นได้อิสรภาพแล้ว เราก็จะพบว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศเหล่านี้มีความต่อเนื่องมากพอสมควร

แต่สำหรับไทย เราไม่มีการเคลื่อนไหวในทางการเมืองอย่างนี้ ในชีวิตประจำวันของคนไทยเราแทบจะไม่มีกิจกรรมที่เรียกว่าเป็นกิจกรรมร่วมกันทางการเมืองเลยและก็ไม่มีความรู้สึกร่วมกัน แม้จะมีความจำเป็นที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อวัตถุประสงค์ในทางการเมือง

อีกประการหนึ่งคือการเมืองไทยมันล้มลุกคลุกคลาน มีการแทรกแซงของทหารอยู่เป็นระยะ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่า ปี 2495 จะมีพรรคการเมืองมาแล้ว แต่พรรคการเมืองก็มีอยู่พรรคเดียวในระยะเวลาสั้นๆ และยังไม่สามารถแสดงให้ประชาชนเห็นว่าพรรคการเมืองมีความสำคัญและความจำเป็น ก็ถูกยุบไป บางช่วงถูกยุบไปนานถึง 11 ปีก็มี เช่น ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2511 การยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ประเทศไทยไม่มีพรรคการเมืองอยู่ถึง 11 ปี

ด้วยเหตุผลสามสี่ประการนี้ทำให้เราพบว่าเมื่อมีการตั้งพรรคการเมือง พรรคการเมืองเหล่านั้นจึงมีวัตถุประสงค์หลักอย่างเดียวคือการแข่งขันในการเลือกตั้ง ผู้นำพรรคการเมืองก็ไม่มีเวลาที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าความเป็นผู้นำของเขามีมากน้อยแค่ไหน ในต่างประเทศ ภาวะผู้นำของนักการเมืองถูกทดสอบ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศต่างๆ ที่ต้องต่อสู้อยู่ภายนอก มีการผลัดเปลี่ยนผู้นำพรรคการเมืองเป็นระยะๆ กระทั่งในที่สุดภาวะผู้นำทางการเมืองก็ได้รับการยอมรับ ไม่เฉพาะแต่คนในพรรคเท่านั้น แต่สำหรับประชาชนโดยทั่วไป แต่เราจะเห็นว่าภาวะผู้นำของพรรคการเมืองไทยมีความเปราะบางมาก เป็นอยู่ไม่เท่าไหร่คนก็เริ่มเบื่อแล้ว และถ้าจะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคการเมืองก็ไม่มีใครรู้สึกว่ามีผลกระทบกระเทือนอย่างไร

ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาแรกๆ ก็ต้องเผชิญกับระบบราชการ นโยบายส่วนใหญ่ของประเทศถูกกำหนดโดยระบบราชการ ในอดีตนะ อย่างน้อยจนถึงปี 2535 เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะเห็นว่ากลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอิทธิพลที่เรียกว่าพ่อค้า ก็ไปเดินสายกับทางระบบราชการ ผิดจากต่างประเทศที่กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอิทธิพลต้องพยายามล็อบบี้กับพรรคการเมือง เพื่อที่จะกำหนดหรือไม่กำหนดนโยบายอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อประโยชน์ของกลุ่มเหล่านั้น

การเดินสายสองกระแสนี้ กระแสหนึ่งกลุ่มผลประโยชน์ไปดำเนินการต่อรองกับภาคราชการ โดยที่ไม่ค่อยใยดีพรรคการเมืองในสมัยนั้น เพราะอำนาจของพรรคการเมืองยังไม่มีอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพราะอีกไม่นานก็ถูกยุบ เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร เราจึงเห็นว่ากลุ่มผลประโยชน์ไปดำเนินการล็อบบี้ระบบราชการ ผู้ที่ต่อมาภายหลังเข้ามาทำงานทางการเมืองนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นพ่อค้าที่เคยเดินงานกับหน่วยราชการในฐานะผู้รับเหมา ไม่ว่าจะทำถนนหรือจัดซื้อ

เมื่อมาดูภาคส่วนทางสังคมอีกส่วนหนึ่งคือส่วนที่เกี่ยวกับประชาชนโดยทั่วไป การที่พรรคการเมืองจะไประดมประชาชนหรือประชาชนจะเข้าร่วมกับพรรคการเมือง ประชาชนก็ไม่ได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างหนาแน่นหรือกระตือรือร้นทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถพัฒนาเป็นพรรคมวลชนได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะสังคมไทยมีพัฒนาการของกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มนิสิตนักศึกษา สองกลุ่มนี้เลือกที่จะไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและมีการดำเนินงานเป็นของตนเอง ทำให้มวลชนส่วนหนึ่งที่มีความเดือดร้อนและมีความคิดความเห็นคล้ายกันในบางเรื่อง ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์โดยตรง แต่เป็นเรื่องการรณรงค์เพื่อนโยบายบางอย่างกลายเป็นหน้าที่หรือบทบาทของเอ็นจีโอ ซึ่งพัฒนาไปเป็นองค์กรอาสาสมัคร องค์กรประชาชน องค์กรประชาสังคม ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองก็เลยลอย

การที่พรรคการเมืองลอยตัว ในระยะหลังๆ เมื่อระบบราชการเสื่อมอำนาจลง ทหารไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้ง่ายนัก ผู้ที่เข้าไปอยู่ในพรรคการเมืองก็สบโอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณของรัฐได้มากขึ้น นอกจากไปหาผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐแล้ว ยังเข้าไปควบคุมกิจการของรัฐวิสาหกิจซึ่งมีงบลงทุนเป็นจำนวนมากอีกด้วย ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองก็เลยประกอบไปด้วยบุคคล 2 ประเภท

ประเภทหนึ่งคือผู้ที่เกี่ยวพันกับอำนาจรัฐ เช่น ได้รับสัมปทานจากรัฐหรือไม่ได้ผลิตสินค้าที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ประชาชนเป็นผู้ใช้ เช่น ไม่ได้ผลิตเครื่องดื่ม ยา เป็นต้น คนเหล่านี้ก็จำเป็นต้องหาผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐและรัฐวิสาหกิจ อีกส่วนหนึ่งที่เข้าไปอยู่ในพรรคการเมืองก็คือผู้ที่มีกิจการเป็นของตนเองและไม่จำเป็นต้องพึ่งอำนารัฐมากนัก คนเหล่านี้ก็เข้าไปเป็นสมาชิกผู้สนับสนุนพรรคการเมืองโดยให้ทุนพรรคการเมือง แต่ก็ไม่ให้ทุนมากนัก แล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยอำนาจทางการเมือง

ในพรรคประชาธิปัตย์เองจะเห็นว่าการก่อตั้งเกิดขึ้นโดยคณะบุคคลที่เป็นอดีตข้าราชการ และก็เป็นพวกเจ้าของที่ดิน บ้านเช่น ขายยา ขายลูกอม ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีลักษณะค่อนข้างจะเป็นอิสระและไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับทางราชการมากนัก จนกระทั่งสมัยหลังๆ ไปเกี่ยวข้องกับการจัดที่ดินจากกรณี สป.ก.4-01 แต่ก็มีพรรคการเมืองบางพรรคที่มาจากผู้หาผลประโยชน์จากงบประมาณอย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น พรรคชาติไทย เป็นต้น พรรคเหล่านี้ก็ยังคงอยู่

พรรคไทยรักไทยก็มีสัดส่วนของผู้ที่ได้รับสัมปทานจากรัฐเรียกว่าเป็นพรรคแบบหุ้นส่วน เพราะมีการเรียกระดมเงินจากผู้ที่อยู่ในวงการธุรกิจต่างๆ คนเหล่านี้ก็มีนโยบายที่จะผลักดันการค้าแบบเสรีอย่างสุดโต่ง ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ให้แก่บุคคลเหล่านี้ได้คือการเปลี่ยนหรือปรับนโยบายให้เข้ากับผลประโยชน์ของตัว หรือสิ่งที่เรียกว่าการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย

พรรคการเมืองที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากนโยบาย จากโครงการใหญ่ๆ เป็นปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างจะใหม่สำหรับการเมืองไทยซึ่งมีระยะเวลาประมาณ 20 ปีเท่านั้น ก่อนหน้านี้ การเข้ามาหาผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐไม่หนักหน่วงเท่ากับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ที่ต่างไปในปัจจุบันก็คือขณะที่สมัยก่อนพรรคการเมืองเข้าคุมกรม กระทรวงต่างๆ การดำเนินโครงการต่างๆ อย่างดีก็ไปหาผลประโยชน์จากการกินเปอร์เซ็นต์หรือเข้าไปคุมรัฐวิสาหกิจแล้วหาประโยชน์จากการซื้อเครื่องบินบ้าง จากการทำโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องใช้เงินมากๆ บ้าง แต่ในสมัยหลังๆ เป็นการสมคบกันเพื่อหากินโดยตรง โดยเฉพาะโครงการเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน โดยอ้างประชาชน

เราจะพบว่าการที่นักการเมืองทำอย่างนี้ได้โดยขาดกลุ่มที่จะทัดทาน นั่นเป็นเพราะประชาชนขาดข้อมูล ประชาชนหรือแม้แต่นักข่าวเองก็ไม่สามารถเข้าไปดูถึงเบื้องลึกได้ว่า ความเกี่ยวพัน ความโยงใยระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กับการหาประโยชน์จากนโยบายของรัฐหรืองบประมาณของรัฐ มันมีเส้นทางเป็นมาอย่างไร และใครได้ประโยชน์จากเรื่องใดไปบ้างและได้ไปอย่างไร เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพรรคการเมืองต่างสร้างความชอบธรรมว่ามาจากการเลือกตั้ง และเราก็จะพบว่ากิจกรรมที่สำคัญของพรรคการเมืองก็มีอยู่อย่างเดียวคือการรณรงค์เฉพาะการเลือกตั้ง หลังจากนั้นก็ไม่มีบทบาทในเรื่องอื่นๆ มากนัก ไม่ว่าจะเรื่องการให้การศึกษาแก่ประชาชนหรือการทำประโยชน์ให้สาธารณะ พรรคการเมืองก็มุ่งว่าใครจะเข้าไปมีตำแหน่งอะไร แล้วเมื่อมีรัฐบาลผสมจะแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กัน โดยดูแลกระทรวงต่างๆ โดยที่หัวหน้ารัฐบาลก็ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า เมื่อปล่อยให้พรรคอื่นดูแลกระทรวงเหล่านั้นแล้วก็ไม่มีหน้าที่จะไปควบคุมตรวจสอบอีกต่อไป ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พอใจนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่เหมือนเปิดโอกาสให้พรรคอื่นสามารถหาผลประโยชน์ได้โดยที่ตัวเองไม่ทัดทาน

ตรงนี้ก็เลยกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกที่ว่า พรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อหาเสียงเลือกตั้ง แต่วิธีหาเงินก็มี 2 วิธี วิธีหนึ่งคือหัวหน้าพรรคการเมืองคนเดียวเป็นผู้กำหนดและหาเอง รัฐมนตรีที่ถูกส่งไปคุมกระทรวงต่างๆ ก็ได้รับการบอกเล่าจากหัวหน้าพรรค อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งเคยไปเป็นรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคเขาบอกว่า น้องนั่งเฉยๆ แล้วกัน เพื่อนผมคนนั้นมีหนี้ประมาณ 100 ล้าน เข้าไปเป็นรัฐมนตรีปีเดียวหัวหน้าพรรคก็จัดการเอาเงินมาให้ใช้หนี้หมด อันนี้คือหัวหน้าพรรคทำคนเดียว คนอื่นจะทำไม่ได้

อีกด้านหนึ่งคือช่วยกันหาหรือไม่ก็จะมีหัวหน้าพรรคทำตัวเป็นคนดี แต่จะมีตัวทำเงินให้ ตัวทำเงินก็สมคบกับคนที่อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลด้วย คือถ้าพรรคร่วมรัฐบาลกินอะไรมาก็เอามาแบ่งให้พรรคหลักนี้ด้วย นี่เป็นแพทเทิร์นสองอย่างที่เมืองไทยใช้กันอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะดูเส้นทางการได้เงิน เว้นแต่เราจะมีเพื่อนสนิทที่มีประสบการณ์ตรงเหมือนเพื่อนผมคนหนึ่ง หัวหน้าพรรคเขาสั่งว่าให้ประมูลรถหลวงซื้อเป็นร้อยๆ คัน เพื่อนผมเอาเทปใส่กระเป๋า ไปถามว่าท่านต้องการบริษัทอะไร ไอ้นั่นก็ไม่พูด นี่ก็ถามว่าท่านต้องการเอาบริษัทนี้ใช่มั้ย ไอ้นั่นก็พยักหน้าอย่างเดียว ไม่สามารถจะอัดเทปได้ เพราะฉะนั้นการจับได้ไล่ทันว่าใครโกงอะไรมา เท่าไหร่ จึงยาก

แต่เป็นที่น่าเป็นห่วงมากว่าเวลานี้คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจ เพราะว่าการคอร์รัปชั่นในทางการเมืองพูดไปแล้วเหมือนกับว่าไม่มีผู้ได้รับผลกระทบหรือเสียประโยชน์โดยตรง เนื่องจากเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินซึ่งไม่มีเจ้าของ ในสมัยนี้ มันไม่เหมือนกับการที่ข้าราชการไปยักยอกเงินหลวงที่จะจับได้ง่ายๆ แต่นี่เป็นเรื่องของการไปตกลงกับผู้ที่จะมาซื้อขายของ เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้เลยว่าที่ไหนก็ตามที่มีคนคิดงบประมาณเป็นหมื่นล้าน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถลอยฟ้ากี่สายๆ รถไฟความเร็วส่ง การวางท่อน้ำทั่วประเทศ พวกนี้ใช้เงินเป็นแสนล้าน ทั้งๆ ที่บางแห่งมีคนรายงานว่าแท็งค์น้ำถูกทิ้งให้ว่างเปล่า แต่ก็ยังมีคนเสนออยู่และไม่มีคนสนใจ ไม่มีคนไปขุดคุ้ย เว้นแต่นักวิชาการซึ่งก็เสนอไปให้รัฐบาลรู้แล้ว แต่รัฐบาลไม่ทำอะไร

อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นไปได้ยากที่จะไปจับที่ต้นทอ แต่อาจจะมีมาตรการที่ทำให้มันมุดออกมานอกท่อแล้วไปตีหัวมันตรงนั้น มาตรการที่จะจัดการกับนักการเมืองเหล่านี้ก็ควรจะมี ถ้าเป็นผมนะ ผมจะยึดทรัพย์พวกนี้ไว้ก่อน แล้วให้มาพิสูจน์ทีหลังว่าได้ทรัพย์มายังไง ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ แปลว่าคุณโกงมา แต่เราไม่รู้ว่าคุณโกงมายังไงเท่านั้น คุณมีทรัพย์สินมากมาย แจ้งกับ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) แต่ถ้าคุณร่ำรวยผิดปกติ ยึดไว้ก่อน รับรองว่าจะทำให้พวกนี้เข็ดหลาบได้”

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก "ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง" (TCIJ)