
"เพื่อไทย"ยังครองใจคนที่ราบสูง
หลังการรับสมัคร ส.ส.แบบเขตผ่านไป โดยแต่ละพรรคได้ทยอยส่ง "คนเก่ง" ของตัวเอง เพื่อลงสมัคร หวังได้คะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่ ทำให้หลายสำนัก เริ่มทำโพลล์ทำนายผล หลังจากเห็นหน้าค่าตาของผู้สมัครแล้วว่า "ใครน่าจะเข้าวิน"
โดยภาคอีสานนั้น ถือเป็นภูมิภาคที่สำคัญ เพราะมีที่นั่ง ส.ส.ได้มากถึง 126 ที่นั่ง หากพรรคการเมืองไหนสามารถได้คะแนนเสียงจากภูมิภาคนี้เกินครึ่งขึ้นไป ก็เรียกได้ว่า อาจจะหายใจได้ทั่วท้องแล้ว และมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้สูง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคที่เป็นต่อในหลายๆ เรื่อง ยังคงเป็น "พรรคเพื่อไทย" อยู่ เพราะก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งปี 2550 ที่ผ่านมา ในนามของ "พรรคพลังประชาชน" ก็กวาดที่นั่ง ส.ส.จากภูมิภาคนี้ได้มากถึง 102 เก้าอี้ จาก 135 เก้าอี้ที่มีอยู่ และสร้างปรากฏการณ์ "แดงทั้งแผ่นดิน" ด้วยการที่ ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน ถูกเลือกแบบยกจังหวัดถึง 8 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอุดรธานี
และแม้การเลือกตั้งปี 2554 นี้ จะมีจังหวัดน้องใหม่อย่าง "บึงกาฬ" เกิดขึ้นมาอีก 1 จังหวัด แต่จำนวน ส.ส.จากภูมิภาคนี้กลับลดลงไปถึง 9 คน แต่แม้จำนวน ส.ส.จะลดลง ก็ไม่ได้ทำให้ คะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทย ลดลงเลยแม้แต่น้อย เพราะส่วนใหญ่ก็ยังอยากได้ "นายกฯ ทักษิณ" กลับมาบริหารงาน แม้ว่าบางส่วน ส.ส.จากอดีตพรรคพลังประชาชน จะย้ายไปอยู่ พรรคภูมิใจไทย บ้างแล้วก็ตาม แต่ในพื้นที่นี้ พรรคเพื่อไทยก็ยังน่าจะได้ที่นั่ง ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 80-90 ที่นั่ง โดยเฉพาะใน 6 จังหวัดที่ยังมีคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยเหนียวแน่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู เลย สกลนคร ร้อยเอ็ด และหนองคาย
โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่อย่างขอนแก่น ที่ก่อนหน้านี้มี ส.ส.ได้ 11 คน โดยการเลือกตั้งปี 2550 ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนได้ไปทั้ง 11 ที่นั่ง แต่พอปีนี้จำนวน ส.ส.ลดลงไป 1 คน แต่ชื่อชั้นของผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ก็อาจจะทำให้พรรคอื่นมีหนาว แม้ว่า "ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ" จะแปรพักตร์หันไปอยู่พรรคภูมิใจไทยแล้วก็ตาม และเป็นผู้จัดการเลือกตั้งของพรรคในพื้นที่ แต่ก็ยังยากอยู่ที่จะแบ่งที่นั่ง ส.ส.จากเพื่อไทยไปได้ เพราะในพื้นที่ จ.ขอนแก่นเอง เสียงของพรรคเพื่อไทยก็ยังหนาแน่น หากพรรคภูมิใจไทยแบ่งเก้าอี้ได้ ก็ไม่เกิน 2 ที่นั่ง ซึ่งอาจจะได้จาก เขต 3 นายปัญญา ศรีปัญญา และเขต 10 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ แต่หากชนะก็อาจจะเป็นแบบหืดขึ้นคอ
และเพราะการแบ่ง ส.ส.จากอดีตพรรคพลังประชาชน ไปอยู่พรรคภูมิใจไทยนี่เอง ที่จะทำให้พรรคภูมิใจไทย อาจจะได้จำนวน ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสาน มาเป็นอันดับ 2 แต่ก็ไม่น่าจะได้เกิน 20 -25 ที่นั่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่คาดว่า น่าจะเป็นภูมิใจไทยทั้งจังหวัด เพราะพื้นที่นี้ใครๆ ก็รู้ว่า มี "เนวิน ชิดชอบ" ผู้อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย เป็นหัวหน้าทีมและยังมีขุนพลอย่าง "โสภณ ซารัมย์" รองหัวหน้าพรรคที่ไปลงสมัครเลือกตั้งในพื้นที่เขต 3 อีกด้วย
ส่วนพรรคที่น่าจะได้ที่นั่ง ส.ส.เป็นอันดับที่ 3 คือ "พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน" ซึ่งการประเมินครั้งนี้น่าจะได้ไม่เกิน 10 ที่นั่ง โดยเฉพาะในเมืองย่าโม ที่พรรคนี้ประกาศเป็นพรรคของคนโคราช ที่นำทีมโดยหัวหน้าพรรค นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ลงสมัครในพื้นที่ เขต 1 นครราชสีมา และหาเสียงด้วยการชูนโยบายพัฒนาเมืองย่าโมพร้อมกับนำเอามันสำปะหลัง ที่ จ.นครราชสีมาปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ไปผลิตเป็นพลังงานและเพิ่มราคามันสำปะหลังให้แพงมากยิ่งขึ้น ซึ่งจังหวัดนี้พรรคชาติพัฒนาฯ หวังได้เก้าอี้มากถึง 7 ที่นั่งเลยทีเดียว
พรรคที่น่าจะได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 4 น่าจะเป็นของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่คาดว่าน่าจะได้ที่นั่งต่ำกว่า 10 ที่นั่ง โดยมีฐานเสียงสำคัญอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นฐานเสียงเก่า และจ.ยโสธร บางส่วน ซึ่งมี "วิฑูรย์ นามบุตร" เป็นแกนนำในพื้นที่ และเคยประกาศเอาไว้ว่า ประชาธิปัตย์น่าจะได้ที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีสานอย่าง อำนาจเจริญ 2 ที่นั่ง ยโสธร 2 ที่นั่ง และอุบลราชธานี 6 ที่นั่ง นอกจากนั้นหวังจากพื้นที่จังหวัดอื่นๆ 5 ที่นั่ง เป็น 15 ที่นั่ง
แต่อย่างไรก็ตาม คะแนนเสียงของประชาธิปัตย์ในอีสานก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก เพราะตัวอย่างจากการเลือกตั้งครั้งปี 2550 ที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ก็ได้ที่นั่งจากภาคอีสานเพียงแค่ 5 ที่นั่งเท่านั้น แม้ล่าสุด หัวหน้าพรรคอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะลงพื้นที่หาเสียงใน 3 จังหวัดที่ว่ามา โดยชู "แหวนแทนใจจากยายเนียม" เป็นโซ่ทองคล้องใจคนในพื้นที่ แต่ก็ไม่รู้จะทำให้ฐานเสียงกระเตื้องขึ้นมาหรือเปล่า



