ข่าว

มาร์คนำทีมปชป.แถลงนโยบายเศรษฐกิจ

มาร์คนำทีมปชป.แถลงนโยบายเศรษฐกิจ

03 มิ.ย. 2554

“อภิสิทธิ์”ประกาศนโยบายศก.ปชป. เน้นปชช.ต้องมีศก.ที่เข็มแข็ง ดันอุตสากรรมติดท็อบเท็น ทำเกษตรไทยสู่ครัวโลก อ้อนให้เลือกปชป.นโยบายทำได้ทันที ยันมีสมาธิรู้ปัญหาคืออะไร แนะปชช.กลัวกม.แต่อย่ากลัวการข่มขู่

(3มิ.ย.) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเวลา 13.00 น.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีว นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  (ปชป.) พร้อมด้วยทีมเศรษฐกิจของพรรคปชป. อาทิ นายกรณ์ จาติกวนิช นายเกียรติ สิทธีอมร นายกอบศักดิ์ สภาวสุ  นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นต้น  แถลงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคต่อนักธุรกิจ หอการค้า ทุตานุทูต โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเวทีโชว์เดี่ยวแถลงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค ในหัวข้อ “เดินหน้าประเทศไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต” ตอนหนึ่งว่า พรรคปชป.มีความพร้อมในการเดินหน้าประเทศไทย โดยหลักคิดของพรรคระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เรามีเป้าหมายในการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งตัวเศรษฐกิจต้องมีความเข้มแข็ง ความมั่นคง  มีเสถียรภาพ 2.ประชาชนต้องมีความเข้มแข็ง ถ้าประชาชนขาดความมั่นใจ ไม่มีเงินในกระเป๋า เศรษฐกิจก็จะทรุด 3. รัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องบริหารให้ธุรกิจมีความเข้มแข็ง  ทำให้มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้การว่างงานมีไม่ถึง 1 % เป็นสิ่งที่ทุกคนกังวลในเรื่องของการตกงาน ในเรื่องของการส่งออก สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 20 การท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะเจอเหตุการณ์ในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่สุดท้ายก็พลิกฟื้นสามารถกลับมาได้ และที่เราทำงานร่วมกันทุกวันนี้ก็เพื่อที่จะให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยเศรษฐกิจที่เข็มแข็งต่อไป

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นโยบายของเศรษฐกิจพรรค ต้องทำให้ประชาชนมีความเข็มแข็ง ด้วยการลดภาระค่าครองชีพ ค่าใช่จ่าย เพิ่มรายได้ และให้ประชาชนมีสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เพราะในอีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี เราจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ดังนั้นเรื่องสวัสดิการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนในเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าเราบอกว่าจะขึ้นทีเดียว 300 บาท เหมือนกับบางพรรค ก็จะไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ เพราะจะทำให้มีปัญหาตามมา เนื่องจากค่าแรงในแต่ละภาคไม่เท่ากัน เช่น ภาคเหนือ และอีส่าน เพราะจะมีค่าแรงที่ต่ำกว่า กรุงเทพ 50 บาท หากขึ้นค่าแรงเท่ากันหมดทั่วไปเทศ ก็จะไม่มีใครไปลงทุนในภาคเหนือและอีส่าน คนจะตกงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น ที่พรรคปชป.บอกว่าขึ้นค่าแรง 25 % คือตัวเลขที่เราได้ศึกษามาแล้ว

  นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคยังนโยบายลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบธุรกิจ  ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ตั้งกองทุนปรับทักษะฝีมือแรงงาน โดยมีเงินสนับสนุนกว่า 5,000 ล้านบาท และสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการคุณวุฒิวิชาชีพ และปรับโครงสร้างภาษี และมาตรการจูงใจ โดยมีนโยบายเพิ่มรายได้ เพิ่มกำไร อีกร้อยละ 25 จากโครงการประกันรายได้ ซึ่งเดิมคำนวณกำไรให้ประชาชน 40 % โดยเพิ่มเป็น 50 % หรือร้อยละ 25 จากนั้นยังมีเรื่องของโฉนดชุมชุน การลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน โดยที่ไม่ทำให้ประชาชนอ่อนแอ ไม่แก้หนี้ ด้วยการพักหนี้ ซึ่งตนคิดว่านโยบายของพรรคปชป.น่าจะเป็นพรรคเดียวที่มีการพูดถึงการออม เพราะยังไม่เห็นพรรคอื่นพูดถึงเรื่องนี้เลย นอกจากนั้น ยังมีความท้าทายว่าจากนี้ไป เราจะต้องไปสู่เศรษฐกิจโลก คือเรื่องของอาหารและพลังงาน ที่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นประเทศไทย ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตามไปเวลา โดยจะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปีพ.ศ. 2558  ซึ่งเป็นความโชคดีของประเทศไทย ที่มีความหลายหลาย ทั้งด้านท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ซึ่งใน 2-3 ปี อุตสาหกรรมเราจะต้องอยู่ในอันดับท็อบเท็น และให้เกษตรไทยไปสู่ครัวโลก โดยจะต้องมีการลงทุนเรื่องน้ำให้ครอบคลุม 4 ล้านไร่ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในด้านการเกษตรจึงต้องลงทุนด้านการชลประทาน  และการทำให้ประเทศไทยเป็นประตูของอาเซียนสู่โลก โดยพัฒนาท่าเรือที่สมบูรณ์แบบ พัฒนามาบตาพุดให้เป็นอุตสาหกรรมที่สะอาด เป็นต้น และในเรื่องของรถไฟความเร็วสูงที่จะมีการลงทุน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของรถไฟทั้งระบบ ซึ่งจะให้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2558

  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตัวเลขต่างๆ ที่พรรคปชป.ใช้นั้น มีความสอดคล้องมีการวางแผนเป็นอย่างดี ที่พรรคปชป.บอกว่าวันแรกทำทันที เพราะเรามีความพร้อมทำทันที และเราไม่มีวาระอื่น ตรงนี้คือความหมายของการเดินหน้าประเทศในการที่จะเร่งแก้ไขปัญหาที่อยู่ในใจของประชาชน ซึ่งอันดับแรกคือปัญหาเรื่องปากท้อง ข้าวของแพง ซึ่งเราต้องทำให้เศรษฐกิจผ่านเรื่องตรงนี้ไป พร้อมกับแผนที่จะนำไปสู่อนาคต ซึ่งวันนี้ตนไม่ได้ตั้งใจที่จะมาบรรยาย แต่ตั้งใจมาชวนพวกท่านกรุณาอย่าฟังเฉยๆ ถ้าไม่เลือกตน ถึงจะดีแต่พูด ถ้าเรื่องตนนโยบายก็ทำได้ทั้งหมด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายได้มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ซักถาม โดยมีผู้เข้าร่วมงานรายหนึ่งได้ถามว่า ยังมีความเสี่ยงอะไรที่ประเทศไทยต้องเผชิญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความเสี่ยงกับความท้าทายก็มีหลายเรื่อง อย่างที่ตนบอกไปแล้วความผันผวนกับเรื่องราคาอาหาร แต่ที่เป็นห่วงคือความเสี่ยงการเมือง ตนไม่ต้องการเห็นประเทศไทยเดินถอยหลัง หรือเดินอยู่บนความขัดแย้ง การปรองดองดีที่สุดวันนี้คือการก้าวให้พ้นความขัดแย้ง เพราะบ้านเมืองเรามีกฎ กติกา ใครเป็นผู้ขัดแย้ง ใครมีปัญหาอยากจะแก้ไข ก็ต้องให้ผู้ที่ไม่ขัดแย้ง มาเป็นผู้แก้ไข จะได้ไม่เป็นข้อครหา ตนยืนยันว่า ถ้าเรากลับมาเป็นรัฐบาลต่อ จะเดินหน้าการทำงานของคณะทำงานต่างๆ ทั้งคณะทำงานชุดของนพ.ประเวศ วสี และตั้งคณะกรรมการชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง ตนไม่เห็นประโยชน์จากการจุดประเด็นขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาไหม้ สองปีกว่าม่ว่าใครจะว่าตนอย่างไร

 “ผมยืนยันได้ว่าผมมีสมาธิ รู้ว่าการปัญหาให้ประชาชนคืออะไร ไม่ว่าจะเกิดการประท้วงการชุมนุม ปัญหาชายแดน ปัญหาน้ำท่วม ผมก็ไม่ลืมว่าเขามาทำหน้าที่ เพราะอะไร นโยบายเศรษฐกิจ ผมเดินหน้าต่อ ไม่เคยเสียสมาธิ รู้ว่าประชาชนมอบหมายให้มาทำ 2 ปีกว่าเราฟันฝ่าเรื่องยากๆ มาได้ เชื่อเราก้าวมาได้ แต่ต้องก้าวให้พ้น  การเลือกตั้งครั้งนี้ คนที่เลือกประชาธิปัตย์ จะแสดงและบอกให้ชาวโลกเห็นว่านรักษากฏหมาย รักษาการปกครอง และบ้านเมืองของเรา เป็นระบบนิติรัฐนิติธรรม และคนกลัวกฎหมายมากกว่ากลัวการข่มขู่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

หาเสียงตลาดหลักทรัพย์ชูนโยบายเชื่อมโยงกับประชาชน

 เมื่อเวลา 12.15 น.นายอภิสิทธิ์ ได้ใช้เวลาหลังลากิจช่วงบ่าย พร้อมนายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรค นายอภิรักษ์ โกษะโยธินผู้อำนวยการศูนย์การเลือกตั้ง กทม. นายเกียรติ สิทธีอมร และนายอรรถวิชช์  สุวรรณภักดี เดินทางมาหาเสียง ที่ห้องสมุดมารวย อาคารตลาดหลักทรัพ โดยมีนายสมพล เกียรติไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ให้การต้อนรับ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากเจ้าหน้าที่และประชาชนในละแวกใกล้เคียงที่มารอให้การต้อนรับมอบดอกไม้และถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า 2 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นเป็นผลชี้วัดรัฐบาลส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ได้มีการพัฒนาตลาดทุนโดยออกนโยบายแหล่งทุนสร้างความเชื่อมั่นด้านธรรมาภิบาล หลังจากนี้จะมีการปรับปรุงเรื่องของเทคโนโลยีเครื่องมือเครื่องใช้ให้ทันสมัย รวมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาดในภูมิภาคนี้ และให้ยึดโยงกับประชาชน เพราะตลาดหลักทรัพย์เป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หากบริหารงานอย่างมีวินัยก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่ผ่านมาได้ผ่านปัญหาเศรษฐกิจแล้ว แต่ต้องมีการแก้ไขปัญหาด้านอาหารและพลังงานที่ราคาสูงขึ้น จึงขอโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่อไปอีก 4 ปี