
ถอดรหัส"ลักเด็ก"...ปมทางจิต-ค้ามนุษย์
รักแรก...แรกพบ เพียงแค่สบตาก็นึก "รัก" เพียงแวบแรกที่เห็น...จนก่อเกิดอารมณ์ชั่ววูบ ทำให้ "สุลีภรณ์ ราชวงศ์" อายุ 33 ปี หญิงสาวคนหนึ่งที่อยากมีลูกตัดสินใจผิดพลาด จนกลายเป็นผู้ต้องหาในคดี "พรากผู้เยาว์" แม้เธอจะกลับใจสำนึกผิดนำเด็กน้อยกลับคืนสู่อ้อมอกแม่แล
แต่ก็ยังมี "คุณแม่" อีกหลายคนที่ไม่โชคดีเหมือน "วรรณวิสา แสนพันธ์" หรือ "กบ" สาววัย 17 ปี ที่มีโอกาสได้โอบกอดลูกชายวัย 3 เดือนของเธออีกครั้ง!!
อย่างกรณีของ "กัลย์สุดา สำแดง" อายุ 26 ปี มีโอกาสเห็นหน้าลูกสาวที่เธออุ้มท้องมาตลอด 9 เดือนเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น ก็ถูก "หญิงอ้วนดำ" บุกมาโรงพยาบาลขอนแก่น พรากลูกน้อยไปจากอกของเธอร่วม 4 เดือนแล้วยังเป็นปริศนาที่ไร้วี่แวว แม้โรงพยาบาลจะเพิ่มรางวัลนำจับเป็น 1 แสนบาทแล้วก็ตาม
ปัญหาลักเด็กที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้ "มูลนิธิกระจกเงา" พยายาม "ถอดรหัสลักพาตัวเด็กในโรงพยาบาล" ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากกรณีลักพาตัวเด็กในประเทศไทย จากการดำเนินงานติดตามคนหายของมูลนิธิกระจกเงา มาตั้งแต่ปี 2547 พบว่า มีการรับแจ้งเด็กถูกลักพาตัวทั้งสิ้น 46 ราย เป็นเด็กชาย 22 คน และเป็นเด็กหญิง 24 คน เฉลี่ยมีเด็กถูกลักพาตัวประมาณปีละ 7 ราย ในจำนวนนี้พบตัวแล้ว 28 ราย และยังอยู่ในระหว่างการติดตามหาอีก 18 ราย อายุเฉลี่ยของเด็กที่ถูกลักพาตัวอยู่ที่ 7 ขวบ
จากการติดตามเด็กกลับบ้านที่แท้จริงทั้ง 28 รายนั้น ได้พบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุของผู้กระทำความผิดไว้ 4 กลุ่มใหญ่ คือ 1.ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่จะก่อเหตุเพียงลำพัง เพราะง่ายต่อการดำเนินการ และยังสะดวกในการเดินทาง เพื่อเคลื่อนย้ายเด็กไปยังสถานที่ที่ตนเองต้องการ 2.มีอาการทางสุขภาพจิต ทั้งผู้ก่อเหตุที่เป็นหญิงและชาย และอาจเคยเป็นผู้ก่อเหตุในลักษณะนี้มาก่อน หากผู้ก่อเหตุเป็นเพศชายก็มีอาการทางจิต มีรสนิยมรักร่วมเพศ หรือรสนิยมการร่วมเพศกับเด็ก 3.เป็นบุคคลใกล้ชิดกับครอบครัวของเด็ก อาทิ พี่เลี้ยงเด็ก หรือญาติพี่น้อง ที่รู้สึกผูกพันกับเด็ก จนเกิดความเสน่หา ต้องการจะนำเด็กไปดูแลเอง และ 4.บุคคลที่ประสงค์จะมีลูก แต่ไม่สามารถมีลูกด้วยตัวเองได้ จึงตระเวนออกหาเด็กตามสถานที่ต่างๆ เพื่อลักพาตัวมาเลี้ยงดูเป็นลูกของตัวเอง
นอกจากนี้ยังพบอีกว่า "ที่ปลอดภัยที่สุด มักเป็นที่อันตรายที่สุด" การก่อเหตุลักพาตัวเด็กมักเกิดขึ้นในบริเวณที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ซ้ำร้ายยังอาจเป็นบริเวณที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักนิ่งนอนใจ เพราะคิดว่าเป็นสถานที่คุ้นชินและปลอดภัยสำหรับบุตรหลาน อาทิ "บ้าน" ทั้งบริเวณหน้าบ้าน และภายในบ้านของเด็กเอง, "วัด" โดยเฉพาะในช่วงที่มีงานวัด, "โรงพยาบาล" , "สวนสาธารณะ", "ห้างสรรพสินค้า" และ ตลอดจนบริเวณใกล้ที่ทำงานของผู้ปกครองเด็ก
แต่สิ่งที่ผู้คนสงสัยที่สุดในการหายตัวไปของเด็กคนหนึ่ง...เพื่อเป้าหมายและหวังในประโยชน์อันใดจากชีวิตน้อยๆ เหล่านี้...การวิเคราะห์จากกลุ่มเด็กที่ติดตามตัวกลับมาได้ พบว่า เด็กมักจะ "ถูกนำไปแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ" กรณีนี้มีแนวโน้มสูงที่สุด แต่จะเกิดเฉพาะการลักพาตัวเด็กโตเท่านั้น ซึ่งผู้กระทำความผิดมักเป็นผู้ชายอาจมีอาการผิดปกติทางจิต หรือต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก, "ถูกนำไปเลี้ยงเป็นลูก" เนื่องจากมีความรัก ผูกพัน หรือถูกชะตากับเด็ก
"นำเด็กไปแสวงหาผลประโยชน์จากการค้ามนุษย์" โดยเฉพาะการนำเด็กมานั่งขอทาน หรือขายดอกไม้ หรือขายสินค้าตามตลาดนัด บางครั้งผู้กระทำความผิดไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ใหญ่โต แต่มักก่อเหตุโดยลำพังเพียงคนเดียว การบังคับให้เด็กไปขอทานหรือขายสินค้า ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของธุรกิจที่ต้องการนำเด็กมาหาประโยชน์แบบเป็นเรื่องเป็นราว แต่มักจะให้เด็กไปขอทานหรือขายสินค้า เพื่อนำเงินที่ได้ใช้เป็นค่าอาหารและค่าเดินทางไปวันๆ เท่านั้น และยังมีการคาดการณ์ว่า "เด็กถูกนำไปขาย" ให้ชาวมาเลเชีย เชื้อสายจีนที่อยากมีบุตร!!
"ข้อเท็จจริง" และ "บทวิเคราะห์" การลักเด็กในประเทศไทยจาก "มูลนิธิกระจกเงา" อาจช่วยเปลี่ยนความเชื่อผิดๆ ของการลักเด็ก และหวังว่าจะเป็นแนวทางสืบสวนสอบสวนและป้องกันปราบปรามคนร้ายกลุ่มนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...หรือถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องมาเป็นเจ้าภาพในการตั้ง "ศูนย์ติดตามคนหายแห่งชาติ" เสียที!!



