ข่าว

นักวิชาการปลื้มเอกชนรวมตัวต้านคอรัปชั่น

นักวิชาการปลื้มเอกชนรวมตัวต้านคอรัปชั่น

02 มิ.ย. 2554

เสวนา “หลังเลือกตั้ง ฝ่าวิกฤต ฤา ซ้ำรอย” นักวิชาการ ปลื้มเอกชน รวมตัวต้านคอรัปชั่น เชื่อเป็นสัญญาณดีพัฒนาการเมือง ชี้เลือกตั้งอาจไม่ถูกต้องที่สุด แต่ดีกว่าเผด็จการ

(2มิ.ย.) ที่โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา เมื่อเวลา 09.30 น. มูลนิธิคอนราด อเดนาวร์ ร่วมกับสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย เสวนาวิชาการการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง เรื่อง “ ฝ่าวิกฤต ฤา ซ้ำรอย ” ซึ่งนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษา ฯ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา โดยนายธเนศ   อาภรณ์สุวรรณ คณบดี คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนายเอก ตั้งทรัพย์วัฒนา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวิทยากร

 โดยการเสวนาได้กล่าวถึงกรณีที่ 21 องค์กร รวมตัวกันเป็นภาคีเครือข่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นด้วย ซึ่งนายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปะศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ระบุว่า ตนรู้สึกดีใจที่กลุ่มเอกชน – นักลงทุน ออกมารวมตัวประกาศตัวต่อต้านคอรัปชั่น ซึ่งในรอบ 30- 50 ปีที่ผ่านมา ไม่ปรากฏชัดเจนเท่านี้ ทั้งที่ปกติกลุ่มเอกชนทุนธรกิจ ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเมือง ซึ่งการที่ประกาศตัวต่อต้านคอรัปชั่นส่วนหนึ่งเพราะบรรยากาศสังคมเวลานี้เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ และ Social Network ที่ทุกคนจะได้รับข้อมูลมากมาย จึงมีผลทำให้เห็นว่ามีใครคิดอะไร ต้องการอย่างไร ทำให้ไม่มีใครสามารถหยุดนิ่งได้ โดยตนเห็นว่าการคงอยู่ของประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่ที่มีคนๆ เดียว หรือผู้มีอำนาจเพียงคนใด คนหนึ่งที่จะทำให้เติบโตขยายสถานะได้ แต่ทุกคนต้องช่วยกัน ดังนั้นเมื่อเวลานี้พื้นที่การเมืองกลายเป็นตลาดเสรี ที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมเคลื่อนไหวได้ ภาคธุรกิจจะงอมือ งอไม้ได้อย่างไรหากลงทุนพันล้าน หมื่นล้านแล้วจะไม่ทำอะไรเลย จะอยู่เฉย ๆ เพื่อรอรับประโยชน์จากฝ่ายการเมืองอย่างเดียว ถ้าไม่แสดงจุดยืนออกมาเลยสุดท้ายอาจจะทำให้เสียสถานะ ดังนั้นถือเป็นสัญญาณที่ดี

 ขณะที่นายเอก กล่าวว่า ในอดีตมักจะพบว่าเกิดการฮั้วกันของภาคเอกชนกับภาคการเมือง โดยมีภาคสังคมคอยตรวจสอบ แต่เมื่อวันนี้องค์กรภาคเอกชนอกมารวมตัวแสดงสถานะที่จะเป็นผู้ให้กับสังคมในการต่อต้านคอรัปชั่น มากกว่าที่จะรอเป็นผู้รับประโยชน์อย่างเดียว ทำให้เห็นถึงเรื่องกระเพื่อมพอสมควรที่มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ตนเห็นว่าการเลือกตั้งแม้จะกลายเป็นวัฒนธรรมที่กำลังป่วย เพราะกลุ่มนักการเมือง แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญสำหรับประชาชนที่จะหาผู้แทนเข้ามาจัดการอำนาจ กุมชะตาชีวิตของประเทศในลักษณะที่ให้คนส่วนใหญ่ได้มีโอกาสตัดสินใจ ซึ่งแม้ประชาธิปไตยอาจยังไม่ใช่การปกครองที่ดีที่สุด แต่ถือว่าเลวน้อยที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับเผด็จการ อย่างไรก็ดีทั้งเรื่องกีฬาสี และหลังการเลือกตั้งจะไม่ยอมรับผล แล้วต้องระวังการระดมคนมาบนท้องถนนเพราะผลไม่เป็นที่ถูกใจ ต้องพยายามลบเรื่องนี้ออกให้ได้ ซึ่งต้องคิดให้หนักถึงสิ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้