ข่าว

สื่อออสซี่รายงานการเคลื่อนไหว"ทักษิณ"ถี่ยิบ

สื่อออสซี่รายงานการเคลื่อนไหว"ทักษิณ"ถี่ยิบ

20 เม.ย. 2552

เดินทางเข้าออก จีน ฮ่องกง กัมพูชา ออสเตรเลีย เป็นว่าเล่น ระบุชัดปลุกระดมคนเสื้อแดงนับครั้งไม่ถ้วนให้ก่อเหตุในกรุงเทพฯและที่พัทยาชัดขวางการประชุมอาเซียนจนถูกหมายจับจากรัฐบาลไทยและยกเลิกหนังสือเดินทาง ขณะที่บลูมเบิร์กก็รายงานสถานการณ์การเมืองไทย พร้อมระบุกา

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ดิ เอจ ของออสเตรเลีย ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเดินทางไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ปลุกระดมคนเสื้อแดงนับครั้งไม่ถ้วน ให้ก่อเหตุในกรุงเทพฯ และที่พัทยา ขณะที่ตำรวจสากลออกหมายจับไปทั่วโลก หลังจากรัฐบาลไทยยกเลิกหนังสือเดินทาง โดยกล่าวหาว่า ยุยงปลุกปั่นผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ให้ขัดขวางการประชุมสุดยอดอาเซียน บวก 3 และบวก 6 ที่พัทยา แต่ยังไม่แน่ชัดว่าพ.ต.ท.ทักษิณถือหนังสือเดินทางของประเทศใดบ้าง

รัฐบาลไทย กำลังมีการเจรจาอย่างเข้มข้นต่อความเป็นได้เรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับหลายประเทศ ที่ปฏิบัติกับพ.ต.ท.ทักษิณราวนักท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากกว่านักโทษหนีคดี นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกโค่นอำนาจด้วยการรัฐประหาร เมื่อปี 2549 เพื่อขอความร่วมมือในการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย และแม้จะเผชิญข้อหาคอรัปชั่น แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังสามารถเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งในจำนวนนี้ รวมทั้งออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง ดูไบ และกัมพูชา ด้วยเครื่องบินส่วนตัว และบ่อยครั้งที่ให้สัมภาษณ์ที่ยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งที่ทำให้ประเทศไทยแบ่งออกเป็นสองข้าง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

พ.ต.ท.ทักษิณ  ถูกระบุว่า เดินทางเข้าซิดนีย์ เมื่อปี 2550 เพื่อเล่นกอล์ฟ และเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า กำลังมองหาบ้านที่นั่น และยังเดินทางไปที่เมลเบิร์นและเพิร์ธด้วย

ด้านโฆษกของกระทรวงกิจการต่างประเทศและการค้า ระบุว่า ออสเตรเลียทราบเรื่องการออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณแล้ว แต่ไม่อยากให้ความเห็นเกี่ยวกับระบบกฎหมายไทย และกระบวนการทางการเมืองรวมถึงไม่สามารถให้ความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการร้องขอเข้าประเทศออสเตรเลียของ พ.ต.ท.ทักษิณในอนาคตอีกด้วย

แต่จำนวนของประเทศที่ยังคงต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลไทยได้เจรจาเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับจีน และขยายไปถึงฮ่องกง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้เป็นฐานในการพบปะเหล่าพันธมิตรทางการเมืองบ่อยครั้ง เมื่อเดือนมีนาคม ได้มกำหนดจะไปพูดที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างชาติที่ฮ่องกง แต่ได้ยกเลิกการเดินทางในนาทีสุดท้าย เพราะกลัวถูกจับ แต่ใช้พูดผ่านวีดีโอลิงก์ประณามรัฐบาลไทยเป็นเผด็จการ

เมื่อวันอังคารที่แล้ว ไทยเพิ่งออกหมายจับล่าสุด ภายใต้ข้อกล่าวหาว่าเขายุยงปลุกปุ่นให้คนเสื้อแดงละเมิดกฎหมาย เมื่อสัปดาห์ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณมักจะใช้วีดีโอลิงก์และการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ ปราศรัยยั่วยุให้คนเสื้อแดงทำลายการประชุมสุดยอดอาเซียน บวก 3 , บวก 6 และออกอาละวาดไปตามถนนแต่ผู้ชุมนุมได้สลายไป หลังทหารบุกเข้าปิดล้อมฐานการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล รายงานระบุว่ารัฐบาลไทยได้เดินหน้าเตรียมทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับดูไบ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เป็นฐานให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ เดลี่ เทเลกราฟ ว่า ถ้ารัฐบาลจับแกนนำคนเสื้อแดงที่สนับสนุนเขาเข้าคุกความรุนแรงจะยิ่งกระพือโหมมากยิ่งขึ้น

(http://www.theage.com.au/world/new-international-warrants-to-ground-jetsetter-thaksin-20090415-a7g7.html?page=1)

"จักรภพ"โผล่จ้อสื่อนอกประกาศการต่อสู้ยังไม่จบง่าย

ขณะเดียวกันสำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย โดยระบุคำให้สัมภาษณ์ของนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่กำลังอยู่ระหว่างการหลบหนีหมายจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทางโทรศัพท์จากสถานที่ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผย

 นายจักรภพ กล่าวว่า ตอนนี้ผู้คนกำลังหงุดหงิดมากและพร้อมสู้ต่อ เราคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกเยอะ และการต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่จบอย่างแน่นอน เราวางแผนว่าจะเคลื่อนไหวใต้ดินนานตราบเท่าที่ทำได้ การเคลื่อนไหวในประเทศไทยเกิดจุดหยุดพักไปแล้ว แต่มันถึงจุดที่ต้องร่วมกันอย่างใหญ่หลวงของทั้งสองฝ่าย เมื่อเกิดพลวัตทางการเมืองเช่นนี้ขึ้นแล้ว ก็ไม่มีใครคาดเดาออกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป 

บลูมเบิร์กยังชี้ท่องเที่ยวไทยกระทบหนักจากพรก.ฉุกเฉิน

ขณะเดียวกันสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ยังรายงานว่า รัฐบาลไทยจะยังคงไว้ซึ่งประกาศ พรบ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งได้เข้าสู่วันที่ 8 แล้วในวันนี้ โดยอ้างการไม่สามารถรับประกันด้านความปลอดภัยได้ หลังเกิดเหตุการณ์พยายามลอบสังหารนายสนธิ
ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

เหตุการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้อ ได้ขัดขวางการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ขณะที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็ยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า จะยกเลิก พรก.ฉุกเฉินเมื่อใด ซึ่งการประกาศ พรก.ฉุกเฉินได้ส่งผลให้ สหรัฐ และออสเตรเลีย เตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางมายังประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ที่คิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP และสร้างงานถึงราว 4 ล้านตำแหน่งและการส่งออก ที่คิดเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศ จนกระทั่งความต้องการหดหายไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน เพราะความไม่สงบทางการเมืองที่ทวีขึ้นเรื่อย ๆ

วิลเลียม ไฮน์เน็คเก้ ประธานบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล พีซีแอล ประจำประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ประกอบการโรงแรมภายใต้ชื่อ โฟร์ ซีซั่นส์ , อนันตรา และมาร์ริออต ให้ความเห็นว่าไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้ประกอบการโรงแรมจะได้รับผลกระทบหนักในช่วงไตรมาสที่ 2 นายกรัฐมนตรีควรจะยกเลิก พรก.ฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกคำเตือนเรื่องการเดินทางมายังประเทศไทย

(http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20601100&sid=aS87W4bQh0Ds)