
แดงแฝงกองเชียร์ปาน้ำแข็งใส่รถมาร์ค
"ดีเจ อ้อม" แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 พร้อมการ์ดสังเหตุการณ์ "อภิสิทธิ์"หาเสียงที่เชียงใหม่วอนเลือก "ปชป." ขณะที่เสื้อแดงแฝงกองเชียร์ปาน้ำแข็งใส่ขบวนรถนายกฯ ขณะที่ "อภิสิทธิ์"ปราศัยขอพลังเงียบเทคะแนนให้ประชาธิปัตย์
(2มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนแม่ริมวิทยา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ขณะที่กองเชียร์รอการเดินทางของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีนางสาวกัญญาภัค มณีจักร หรือดีเจ อ้อม แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เดินทางมาพร้อมกับผู้สื่อข่าวประจำตัว และการ์ด 4 คน โดยใช้รถยนต์ปิคอัพขับเข้ามาจอดบริเวณที่จอดรถในโรงเรียนแม่ริมวิทยาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวที่กระจายตรวจความเรียบร้อยได้เห็นเข้า จึงเชิญตัวลงมาสอบถาม
นางสาวกัญญาภัค ยืนยันว่าไม่ได้มาก่อเหตุปั่นป่วน หรือสร้างสถานการณ์ใดๆ เพียงแต่เห็นว่านายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนของประชาชน ก็อยากมาให้การต้อนรับ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และถ้ามีโอกาสจะร่วมฟังการปราศรัย หากมีนโยบายดีๆ ก็พร้อมจะนำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนผ่านสถานีวิทยุของคนเสื้อแดง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เห็นว่าเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงได้ขอให้ทางนางสาวกัญญาภัคพร้อมผู้ติดตามกลับออกไปก่อน ซึ่งหลังจากเจรจานานกว่าครึ่งชั่วโมง จึงยอมเดินทางออกจากโรงเรียน และทิ้งท้ายว่า คนเสื้อแดงไม่มา แต่อาจจะมีญาติของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่มาเรียกร้องหาความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องไม่เกี่ยวกับกลุ่มรักเชียงใหม่51
รายงานแจ้งว่า ในกองเชียร์ 1,000 คนที่มารอต้อนรับนายอภิสิทธิ์ ได้มีกลุ่มญาติและเพื่อนของคนเสื้อแดงที่ถูกยิงเสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 10 คน อยู่ปะปนกับกองเชียร์ ซึ่งเมื่อขบวนรถนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึง คนกลุ่มนี้ได้ใช้น้ำแข็งปาเข้าขบวนรถ แต่ปรากฎว่าไม่โดนรถของนายอภิสิทธิ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกรูเข้าไปผลักดันคนกลุ่มนี้ออกนอกพื้นที่ทันที
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ลงจากรถขึ้นไปหอประชุมชั้น 2 เพื่อปราศรัยให้กับผู้สนับสนุน โดยระหว่างทางมีกองเชียร์ ประชาชนชาวเชียงใหม่ และกลุ่มชาวเขาในอำเภอแม่ริม มอบดอกกุหลาบ และคล้องพวงมาลัยให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
"อภิสิทธิ์"วอนคนเชียงใหม่กาเลือกปชป.
นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวปราศัยโดยมีประชาชนปูเสื้อนั่งล้อมวงฟังว่า ตนมาที่นี่สื่อมวลชนที่กทม.ก็ถามตนว่าจะมีเรื่องหรือไหม ซึ่งตนเชื่อว่ามี คือมีแต่เรื่องดีๆที่จะเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามสองปีที่ตนไม่มีโอกาสมาพบประชาชนทางเหนือ เพราะพยายามจะทำอย่างไรให้บรรยากาศของบ้านเมืองเย็นลง ถ้ามาแล้วไม่ดีต่อบรรยากาศกับบ้านเมืองเพราะถ้ามาแล้วเผชิญหน้า แต่ทั้งนี้ตนไม่ต้องมาทางเหนือก็ได้เพราะทั้งกทม.และพัทยาก็โดนทุบรถ
“ไม่ได้มาก็ไม่ใช่ว่าจะไม่สนใจ เพราะวันแรกที่เป็นนายกฯผมก็ออกโทรทัศน์บอกว่าบ้านเมืองกำลังแตกแยก มีทั้งคนรัก ไม่รัก สนับสนนุและไมสนับสนุน เลือกหรือไม่เลือกผม แต่ผมยืนยันว่าผมทำงานให้กับคนไทยทุกคน ผมไม่เลือกปฏิบัติกับใครที่ไหนทั้งสิ้น นี่คือแนวทางที่ทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หลายสิ่งพิสูจน์ความอดทนอดอดกลั้นของตนว่าไม่ท้อถอยเพราะได้กำลังจากประชาชน มันเป็นเรื่องง่ายที่สื่อมวลชนจะสรุปว่าภาคเหนือและอีสานไม่สนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้ตนอยู่การเมือ 20 ปี ทุกครั้งมาพบปะประชาชนมีคนสนับสนุนตนและพรคประชาธิปัตย์จำนวนไม่น้อยเลย แต่ไม่กล้าพูดว่ามากกว่าพรรคอื่นหรือไม่ แต่บอกว่าไม่น้อย เพราะหลายคนเขียนจดหมาย ส่งSMSให้กำลังใจแล้วบอกว่ามาจากเชียงใหม่
“ความผูกพันของคนที่นี่และพรรคประชาธิปัตย์มีมาช้านาน แต่เราไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง แต่เป็นความผูกพันที่เป็นกำลังใจให้เรารับใช้ชาวเหนือและคนทั้งประเทศ สองปีที่ทำงานเจอปัญหามากมาย บอกเลยว่าถูกสบประมาทโดยตลอด โดยในสภามีส.ส.คนหนึ่งที่ชื่อ ดร.สุรพงษ์ หรือดร.ปึ้ง ซึ่งผมจำชื่อไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่าเคยอยู่พรรคประชาธิปัตย์” นายอภิสิทธิ์ กล่าวโดยที่มีประชาชนคนหนึ่งกล่าวสวนขึ้นมาว่า “เขาไม่ดีก็อย่าไปพูดถึงเขา” จึงทำให้นายอภิสิทธิ์หยุดกล่าวถึง
นายอภิสิทธิ์ กล่าว่า เขาบอกว่าตนและนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นเด็กสองคนที่จะบริหารประเทศผ่านพ้นเศรษฐกิจไม่ได้ แต่ตนคิดจะเอาผลงานป็นตัวพิสูจน์ จนวันนี้ไม่เห็นมีใครตั้งคำถามว่าคนอายุ 40 กว่าบริหารประเทศได้หรือไม่ และทั่วโลกยอมรับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติสู่ความมั่นคง แรงงานก็ขาดแคลน โรงงานออเดอร์เยอะ ท่องเที่ยวติดลบหนักก็สูงที่สุดในประวัติการณ์ นักท่องที่ยวเกิน 5 ล้านคนเป็นครั้งแรกใน 3 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เปรียบเทียบนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะยกเลิกโครงการประกันรายได้เกษตรกรแล้วกลับไปใช้ระบบจำนำ ดังนั้นตนขอถามว่าใครต้องการกลับไปใช้ระบบจำนำให้ชูหนึ่งนิ้ว ปรากฏว่าไม่มีใครชู จึงถามอีกว่าใครต้องการให้ใช้โครงการประกันรายได้ให้ชู 10 นิ้ว จึงมีประชาชนพากันชูมือทั้งสองข้างและโห่ร้อง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวปิดท้ายว่า ถ้าอย่างนั้นถือว่า 10 ชนะ 1 แล้ว รวมทั้งพรรคเพื่อไทยจะยกเลิกโครงการเรียนฟรีแล้วไปแจกคอมพิวเตอร์ให้นักเรียน แต่ต้องยกเลิกเบี้ยยังชีพและอสม. ดังนั้นจะยอมให้ยกเลิกหรือไม่ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่พากันตะโกนว่าไม่เอา และนายอภิสิทธ์ กล่าวต่อว่า ไม่เอาก็อย่าไปประท้วงแต่ขอให้เลือกเบอร์10 ก็พอ พร้อมกับย้ำอีกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำโครงการรถไฟความเร็วสูงมาที่จังหวัดเชียงใหม่ด้วย
นายอภิสิทธ์ กล่าวอีกว่า ประชาธิปัตย์สนับสนุนการปรองดอง แต่ไม่ได้หมายถึงการไม่ทำตามกฎหมายและการปรองดองอย่าให้คนมีส่วนได้เสียทำ ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 นั้นตนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มีทั้งคดียุบพรรคในศาล ถ้าแก้พวกตนก็โล่ง แต่ตนทำไม่ได้เพราะถ้าทำคือการเป็นนายกฯและรัฐบาลที่ทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มันไม่ถูกต้อง ตนต้องยอมให้นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาโกรธ เพราะตนต้องรักษาความถูกต้องก่อน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงความแตกต่างของพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ว่า เพราะประชาธิปัตย์เอาปัญหาของประชาชนเป็นใหญ่กว่าปัญหาของนักการเมือง รวมทั้งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ท้าว่าถ้าครั้งนี้กประชาธิปัตย์ชนะเพื่อไทย คุณเฉลิมจะเลิกเล่นการเมือง ดังนั้นขอให้พี่น้องช่วยคุณเฉลิมให้พักผ่อนเร็วๆหน่อยได้หรือไม่
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ความแตกต่างจะเป็นตัวชี้อนาคตของบ้านเมืองว่าพี่น้องจะได้รัฐบาลแบบไหน 1กับ 10 แตกต่างกัน วันนี้เราร่วมทุกข์สุขมาสองปีฟันฝ่าปัญหายากๆ ตนบอกว่าเราต้องเดินหน้าอย่าตั้งต้นที่ศูนย์อย่านับหนึ่งแล้วเอาของดีๆ มาเติมให้เต็มสิบดีกว่า ถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบสุข มีความปรองดอง อย่าเอาคนใช้นิ้วเดียวเที่ยวชี้สั่งคนอื่น ให้เอาคนที่ใช้ทั้งสิบนิ้วประสานนอบน้อมขอความร่วมมือจากคนทั้งประเทศ แล้วเราเห็นความแตกต่างของทางเลือกในวันนี้ วันนี้จึงบอกว่าการตัดสินใจเลือกเบอร์หนึ่งเบอร์สิบหรือเบอร์อะไรก็แล้วแต่ มันเป็นความแตกต่างของอนาคตประเทศ
“สองปีกว่าที่ผ่านมาที่ผมทำงานหลายเรื่องพี่น้องสมหวังและผิดวัง ผมตื่นมาแต่ละวันคิดตลอดว่าเรื่องไหนยังไม่สำเร็จและไม่พอใจ อย่างเช่น ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นที่ผมยังไม่ไพอใจ แต่ผมยืนยันว่าจะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเทอดทน อดกลั้นและทำงานตลอดเวลา ผมไม่เคยโกงไม่เคยขี้เกียจ ไม่กล้าแม้จะป่วย เพิ่งจะมาป่วยหลังยุบสภา ยืนยันว่าถ้าเป็นนายกอีกสี่ปีสัญญาว่าจะไม่ขี้เกียจ และถ้าสั่งเชื่อโรคได้ก็จะสั่งไม่ให้ป่วย” นายอภิสิทธ์ กล่าว
นายอภิสิทธ์ กล่าวด้วยว่า หลายคนหวั่นไหวกับโพลล์ ตนบอกว่าทุกอย่างสูสี เพราะหลายโพลล์บอกว่าสองพรรคใหญ่คะแนนห่างกันไม่มาก ดังนั้นทุกคะแนนจะบ่งชี้ว่าบ้านเมืองจะเดินไปทางไหนใครจะได้เป็นรัฐบาล ซึ่งตนเป็นคนดูตัวเลขโพลล์ละเอียด บางโพลล์บอกว่าประชาธิปัตย์ชนะใต้ ชนะกลาง อีสานนิดหน่อย ส่วนภาคเหนือที่บอกว่าขาดลอยและสูสีนั้น ตนไม่ทราบจริงๆ แต่ตนมาพบชาวพิษณุโลก นครสวรรค์ พะเยา ลำพูนและเชียงใหม่ในวันนี้ ตนไม่คิดว่าขาดลอย แต่ตนตอบไม่ได้ เพราะคนให้คำตอบคือประชาชนในวันที่ 3 ก.ค. ทุกอย่างอยู่ที่พี่น้อง ส่วนที่สื่อถามว่ามีพระทักว่าตนดวงสู้คู่แข่งไม่ได้ แต่ตนยอมดวงไม่ดีแต่ขอชนะคนดวงดีดีกว่า
ในตอนท้ายของการปราศัยนายอภิสิทธิ์ ได้แนะนำผู้สมัครส.ส.ประชาธิปัตย์ในจังหวัดเชียงใหม่พร้อมระบุว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่ ทุกเขตเลือกตั้งทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อมีความหมาย ดังนั้นวันที่ 3 ก.ค.ขอให้คนเชียงใหม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ในบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ



