ข่าว

อาหารแพงดันเงินเฟ้อพ.ค.พุ่ง4.19%พาณิชย์เร่งเพิ่มร้านธงฟ้า-กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%สกัด

อาหารแพงดันเงินเฟ้อพ.ค.พุ่ง4.19%พาณิชย์เร่งเพิ่มร้านธงฟ้า-กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%สกัด

02 มิ.ย. 2554

เงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมพุ่ง 4.19% สูงสุดในรอบ 2 ปี 8 เดือน เหตุราคาอาหารแพงสำเร็จรูปขึ้น พาณิชย์รับน่าเป็นห่วง เร่งขยายร้านอาหารธงฟ้า ด้าน กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ตามคาด ผวาแนวโน้มเงินเฟ้อเร่งตัวหนัก ไตรมาส 3 เสี่ยงออกนอกกรอบ

 นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) ทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2554 พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปี 8 เดือน อยู่ที่ระดับ 112.39 เพิ่มขึ้น 4.19% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2553 และเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ของปีนี้เพิ่มขึ้น 3.45% โดยสาเหตุที่เงินเฟ้อสูงขึ้นมากมาจากดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่มและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 106.08 เพิ่มขึ้น 2.48% เทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2553

 "เงินเฟ้อที่ 4.19% เป็นอัตราขยายตัวที่อยู่ในคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว หากไม่มีสถานการณ์ผันผวนรุนแรงมั่นใจว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะขยายตัวตามคาดการณ์ไว้ในกรอบ 3.2-3.7% ในช่วงเลือกตั้งก็มีกระแสเงินกระตุ้นการบริโภคอยู่บ้าง แต่ส่งผลต่อเงินเฟ้อไม่มาก และไม่น่าห่วงเท่ากับราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้น เพราะมีน้ำหนักในการคำนวณเงินเฟ้อค่อนข้างมาก จึงต้องเร่งเข้าไปดูแลผ่านโครงการธงฟ้า โดยพื้นที่ที่มีราคาอาหารสำเร็จรูปสูงอยู่ที่ ลาดพร้าว เตาปูน บางแค พรานนก ส่วนในต่างจังหวัดที่ อุดรธานี เพชรบุรี อุตรดิตถ์ สุพรรณบุรี" นายยรรยงกล่าว

 ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนร้านอาหารมิตรธงฟ้าให้ได้ 6,000 แห่ง จาก 4,601 แห่ง และปรับโครงการจากเดิมให้ร้านอาหารดังกล่าวให้ความร่วมมือภาครัฐเป็นการเข้าไปช่วยเหลือด้านการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ซึ่งรูปแบบโครงการในเบื้องต้นจะใช้วิธีแจกคูปองให้ร้านอาหารที่ร่วมโครงการ หรือการกำหนดอัตราชดเชยต้นทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปในราคาจานละ 20-25 บาท

 ขณะที่นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3% และมีผลในทันที เนื่องจาก กนง.ต้องการดูแลเงินเฟ้อคาดการณ์ไม่ให้เร่งตัวขึ้นมาก ขณะที่แรงกดดันด้านราคาก็มีมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับราคาในหมวดอาหารสำเร็จรูปตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 “ภายใต้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ระดับสูง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศก็ขยายตัวดีต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จึงเป็นปัจจัยเอื้อให้ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นมายังราคาสินค้าทั่วไป ทำให้ความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่อง และอาจส่งผลให้เงินเฟ้อพื้นฐานออกนอกกรอบเป้าหมายได้ โดยในไตรมาส 3 มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงกว่ากรอบเป้าหมาย” นายไพบูลย์กล่าว

 รายงานระบุว่า การปรับดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ ถือเป็นการปรับขึ้นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน นับจากวันที่ 1 ธันวาคม 2553 และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ถูกปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3% ก็ถือเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 32 เดือน นับจากวันที่ 8 ตุลาคม 2551

 นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนคาดไว้แล้วว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้น หากภาครัฐคุมไม่ได้ก็ควรทยอยปล่อยให้สูงขึ้น เพราะถ้าควบคุมแล้วเมื่อถึงจุดที่ควบคุมไม่ไหวจนต้องปล่อยขึ้นแบบทันทีจะส่งผลกระทบต่อประชาชนมาก โดยกระทรวงพาณิชย์ควรปล่อยให้สินค้าที่ต้นทุนสูงขึ้นจริงปรับราคาขึ้นได้ และขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี จึงทำให้เงินเฟ้อไม่มีปัญหามากนัก และเมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

 ส่วนการปรับดอกเบี้ยขึ้น 0.25% นั้น เป็นไปตามที่คาดไว้เช่นกัน เพราะภาครัฐต้องการใช้ดอกเบี้ยเป็นตัวควบคุมเงินเฟ้อ โดยการปรับดอกเบี้ยขึ้นจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น แต่ก็ขึ้นกับการบริหารงานของผู้ประกอบการแต่ละรายที่จะลดต้นทุนได้อย่างไร เช่น ค่าขนส่ง และในระยะยาวภาครัฐต้องเร่งลงทุนปรับปรุงโลจิสติกส์เพื่อให้ต้นทุนของผู้ประกอบการลดลง