
ยาแก้จน(ใช้ในฤดูหาเสียงเท่านั้น)
ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ โหมด ของการเลือกตั้งอย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้นสื่อมวลชนทุกแขนงจึงพากันเสนอแต่เรื่องราวที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งกรอกหูกรอกตาชาวบ้านทุกวันอย่างไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงพ้น ในถ้อยคำที่ต่างพรรคต่างฝ่ายโฆษณาหาเสียงนั้นก็ไม่พ้นเรื่องใหญ่ๆ อย
เมื่อพูดถึงเรื่องการสร้างความปรองดองแต่ละพรรคก็เสนอข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่มีพรรคใดที่พูดถึง “ยุทธศาสตร์”ในการสร้างปรองดองให้แก่สังคมไทยอย่างแท้จริง
ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยนั้นมีลักษณะพิเศษไม่ค่อยเหมือนกับชาติใดในโลก กล่าวคือเป็นประเทศที่มีคน “ชาติพันธุ์ผสม” กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฉะนั้นความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมจึงไม่ค่อยเหมือนกับผู้คนในประเทศอื่น ยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความปรองดองในชาติที่ลอกจากคนอื่นจึงไม่ได้ผลและเสียเปล่า กล่าวโดยไม่กลัวผิดว่าความแตกแยกแบ่งกลุ่มแบ่งพวกในประเทศไทยนั้นเป็นลักษณะประจำชาติอย่างหนึ่ง ฉะนั้นการสร้างบรรยากาศที่ปรองดองจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายผู้บริหารประเทศอยู่มาก
สิงคโปร์ประเทศเพื่อนบ้านของเราได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีชนหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ แต่ก็มีลักษณะไม่เหมือนสังคมไทย กล่าวคือ เขาไม่ค่อยมีการแต่งงานผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์กันมากนัก เชื้อสายแขกและเชื้อสายจีนก็อยู่ในพวกของตน แต่เขามีความปรองดองกันเพราะผู้บริหารประเทศไม่ทำสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ อดีตนายกฯ ลี กวน ยู กล่าวว่า สิงคโปร์ไม่สามารถหล่อหลอมให้เป็น “ชาติเดียวกัน” ได้ แต่สามารถสร้าง “สังคมเดี่ยว” ขึ้นได้ ท่านขยายความว่าการสร้างสังคมเดี่ยวคือให้บรรดาผู้คนที่ต่างเชื้อชาติศาสนาไปโรงเรียนเดียวกัน ไปจับจ่ายซื้อข้าวของแห่งเดียวกัน ไปดูหนังดูละครหรือร่วมการสันทนาการด้วยกันโดยไม่สนใจในความแตกต่างของชาติพันธุ์ นี่คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จในการสร้างความปรองดอง
เมืองไทยนั้นมีใครคิดยุทธศาสตร์ที่กว้างขวางลึกซึ้งเหมาะกับสภาพสังคมของเราหรือยังหันมาดูเรื่องการแก้จนของคนไทยหลายพรรคเสนอรายละเอียดที่แตกต่างกัน แต่ก็รวมความได้ว่าต้องช่วยเหลือคนจนด้วยการให้ ด้วยการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย แต่ไม่มีใครค่อยจะได้พูดถึงว่าแล้วจะเอาเงินทองมาอุดหนุนโครงการเหล่านั้นจากที่ไหน ซึ่งก็พออนุมานได้ว่าคงจะต้องใช้เงินงบประมาณอันมาจากภาษีอากรซึ่งถ้าไม่เพียงพอก็ต้องกู้หนี้ยืมสินเพิ่มภาระหนี้สาธารณะซึ่งอาจจะส่งผลร้ายในอนาคตเหมือนประเทศในยุโรป 2-3 ประเทศประสบปัญหาอยู่ บางพรรคก็คิดถึงวิธีให้คนรวยช่วยคนจน คือให้คนมีฐานะดีแบ่งเบาภาระบางส่วนไปจากคนยากจน วิธีการเช่นนี้ทำดีไม่ดีจะพากันจนไปทั้งประเทศเหมือนกับประเทศอดีตอาณานิคมที่ใช้นโยบายนี้ในยุคแรกๆ
อันว่ากลวิธีในการแก้จนของประเทศในระยะหลังๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการช่วยเหลือคนยากจนด้วยการให้เชิงบริจาคนั้นนอกจากจะสิ้นเปลืองเงินงบประมาณและไม่ได้ผลถาวรแล้วยังทำให้ประชาชนขาดความกระตือรือร้น เศรษฐกิจในส่วนรวมก็มีแต่จะเหี่ยวลง เขาจึงได้พากันเสนอแนวความคิดใหม่ว่าจะแก้จนด้วยการทำให้คนจนสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตัวเองโดยต้องยอมรับว่าหัวจักรสำคัญที่จะลากคนจนให้พ้นความจนนั้นต้องอยู่ที่ความร่วมมือของรัฐบาลและธุรกิจเอกชนโดยรัฐบาลเป็นฝ่ายดูแลโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพและกฎหมายเพื่อให้ภาคเอกชนเดินเครื่องได้เต็มสูบ ไม่ใช่จะกีดกันธุรกิจเอกชนอย่างที่นักการเมืองบางพรรคหลุดปากออกมาเพียงเพื่อเอาใจคนจน
ทฤษฎีใหม่ของการแก้ความยากจนให้แก่ประเทศนั้นได้กลายเป็นหัวข้อใหม่ที่ถกเถียงกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ของโลก ซึ่งในวันหลังผมจะได้นำเรื่อง “เศรษฐศาสตร์แห่งความยากจน” มาคุยกับท่านผู้อ่านต่อไป
นายหนูใหญ่
[email protected]



