ข่าว

 จะดีเบตหรือจะตีแบด?

จะดีเบตหรือจะตีแบด?

02 มิ.ย. 2554

เรื่องราวที่ฮาเล็กๆ มากที่สุด ของวันนี้เรื่องหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการเปลี่ยนคำว่าดีเบต (debate) เป็นตีแบด (badminton playing) ด้วยข้ออ้างว่าคนเราตาลาย จากการเขียนถึงการท้าดีเบตและการไม่รับท้าดีเบตของผู้สมัครเบอร์หนึ่งของแต่ละบัญชีรายชื่อของพรรค

 แต่ความจริงก็น่าสนใจมากที่ที่ความตาลายนั้นออกไปเป็นทางสร้างสรรค์ คือแทนที่จะมาถกเถียงเชือดเฉือนกัน ก็ควรจะมาเล่นกีฬากัน และกีฬาตีแบดนี้อาจจะพอเล่นกันไหว

 เอาเป็นคู่ก็ได้ เช่น อภิสิทธิ์ กับสุเทพฝ่ายหนึ่ง แข่งกับยิ่งลักษณ์ กับเฉลิมอีกฝ่ายหนึ่ง

 ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดลบันดาลความเกรียนแบบสร้างสรรค์ให้แก่สังคมไทยอีกครั้ง ถ้าเป็นจริงคงสร้างกระแสปรองดองได้มากทีเดียว และที่สำคัญงานนี้จะตีแบดแบบโฟนอินอะไรคงจะไม่ได้

 แต่เมื่อความเป็นจริงของโลกมันโหดร้ายอยู่พอสมควร ก็จะขอวิเคราะห์ต่อไปสักหน่อยว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างเรื่องระบาดวิทยาว่าด้วยการดีเบต?

 คำตอบก็คือ อย่าเพิ่งไปอยู่ในโลกวิธีคิดว่า ตกลงประชาธิปัตย์ดีแต่พูดใช่ไหมเลยอยากดีเบต หรือยิ่งลักษณ์กลัวดีเบตใช่ไหมเลยไม่รับคำท้า หรือว่าคุณยิ่งลักษณ์ชนะอยู่แล้วก็เลยไม่ควรต้องมาดีเบต

 เรื่องแบบนี้ก็คือ ดีเบตไม่ได้ช่วยอะไรเพราะเรายืนในมุมของตัวเองอยู่แล้ว

 แต่เรื่องที่น่าคิดน่าจะมีมากกว่านั้น อาทิ เรื่องแรก เราคงต้องมาคิดก่อนว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรจากการดีเบต เพราะดีเบตมีเวลาจำกัด และเอาเข้าจริงดีเบตจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อเรามีความชัดเจนที่นโยบาย และที่สำคัญอย่างกรณีสังคมอเมริกันนั้น ดีเบตจะเป็นที่นิยมมากตอนกระแสสูสีและยังมีคนที่ไม่ยอมตัดสินใจจนนาทีสุดท้าย

 ประการสำคัญอีกนิดก็คือ ดีเบตนั้นจะมีความหมายถ้ามีการหาเสียงเรื่องนโยบายอย่างเป็นระบบ

 คำถามก็คือ ถ้าเราไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้แล้ว เราอาจจะไม่ต้องการดีเบตอะไรหรอก เราอยากดูคนต่อยกันเท่านั้นเอง แต่แค่เป็นการต่อยกันที่ไม่ได้ต่อยกันจริงๆ แต่เรามีชุดวิธีมองโลกแบบเดิมแท้ๆ

 เรื่องที่สอง การพูดเรื่องดีเบตในสังคมไทยนั้นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่ไม่เอื้อเลยก็คือ กกต.ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้ง เพราะว่า กกต.วางกฎเอาไว้ที่ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของสื่อ ท่ามกลางการมีพรรคการเมืองบานตะไทขนาดนี้

 คำถามก็คือการมีดีเบตของสองพรรคหลักนั้น ถือเป็นการสะท้อนความต้องการของประชาชนส่วนมาก หรือเป็นการตอกย้ำการไม่ให้ความสำคัญกับทุกพรรค (ซึ่งก็เคยย้ำไปแล้วว่าทุกพรรคที่ส่งบ้างไม่ส่งบ้าง หรือไม่ทำงานทางการเมืองอย่างจริงจังเคยให้โอกาสกับประชาชนบ้างไหม?)

 เรื่องที่สาม ผมคิดว่าเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งของการดีเบตคือบทบาทของสื่อ เพราะคนที่ดีเบตกันจริงๆ ไม่น่าจะใช่ยิ่งลักษณ์ หรืออภิสิทธิ์ แต่เป็นการดีเบตของยิ่งลักษณ์กับสื่อ และอภิสิทธ์กับสื่อ หรืออาจเป็นการดีเบตระหว่างยิ่งลักษณ์ ด้านหนึ่ง โดยมีอภิสิทธิ์กับสื่อเป็นพวกเดียวกัน ด้านหนึ่ง หรือในด้านกลับกันคุณอภิสิทธิ์ก็อาจถูกโดดเดี่ยวก็ได้

 นี่แหละครับ คือสิ่งสำคัญจริงๆ ของดีเบตในบริบทของบ้านเรา เพราะว่าหากไปดีเบตแล้วผลจะไม่ได้สะเทือนต่อประชาชนโดโยตรง แต่จะอยู่ที่การเล่นข่าวของประชาชนเสียมากกว่า

 เรื่องที่สี่ สิ่งที่สำคัญจริงๆ ในความเป็นตัวแทนของสังคมไทยนั้นอยู่ที่การดีเบตจริงหรือเปล่า หรือความเป็นตัวแทนอยู่ที่การเข้าไปพบปะกับประชาชนในพื้นที่เป้าหมายของตัวเองต่างหาก? เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ก็ต้องตั้งคำถาม เพราะสุดท้ายหากเราจะคาดหวังการเดินหน้าในระบอบรัฐสภา เราก็คงจะต้องผลักดันให้เกิดการถกเถียงพูดคุยกันในหลายเวที แต่ก็นั่นแหละครับ สังคมเราตื่นรู้และเท่าทันการดีเบต (debate literacy) มากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 เรื่องสุดท้าย ผมคิดว่าแทนที่จะไปไล่กดดันแต่ละฝ่ายให้มาดีเบต เราอาจจะต้องมาดูว่าผู้ที่เสนอตัวจะจัดดีเบตนั้นเขามีการเสนอรูปแบบใดบ้างที่น่าสนใจ ที่จะทำให้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายและเกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุดด้วยครับ