ข่าว

ประชาธิปัตย์ในสถานการณ์ถอยร่น

ประชาธิปัตย์ในสถานการณ์ถอยร่น

02 มิ.ย. 2554

หากพิจารณาจากจำนวนส.ส.ภาคกลาง 26 จังหวัด ในการเลือกตั้งธันวาคม 2550 รวม 98 ที่นั่ง แบ่งสัดส่วนของการยึดครองโดยพรรคพลังประชาชน 38 ที่นั่ง, ประชาธิปัตย์ที่ 35 ที่นั่ง, ชาติไทย 18 ที่นั่ง, ประชาราช 3 ที่นั่ง, มัชฌิมาธิปไตย 2 ที่นั่ง, ชาติพัฒนา 1 ที่นั่ง

และเพื่อแผ่นดิน 1 ที่นั่ง ขณะที่การเลือกตั้งกรกฎาคม 2554 สัดส่วนของ ส.ส. ในภาพรวมที่หายไป 2 ที่นั่ง จากจำนวนเขตที่ลดลง กล่าวคือ นครนายก จาก 2 ที่นั่ง เหลือ 1 และลพบุรี จาก 5 เหลือ 4 ที่นั่ง ทำให้ยอดรวมที่นั่งของภาคกลาง เหลือเพียงแค่ 96 ที่นั่ง

 การเลือกตั้งธันวาคม 2550 สะท้อนภาพน่าสนใจอย่างยิ่ง หากอ้างอิงจากสัดส่วนของจำนวน ส.ส. จากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2548 เพราะตัวเลขรวม 97 ที่นั่ง ภาคกลาง (ในขณะนั้น) คือการยึดครองของไทยรักไทย 80 ที่นั่ง ชาติไทย 10 ที่นั่ง และประชาธิปัตย์ 7 ที่นั่ง ด้วยเหตุนี้การเลือกตั้งธันวาคม 2550 จึงเป็นภาพของการเติบโตที่โดดเด่นสำหรับประชาธิปัตย์ และเป็นการยึดพื้นที่กลับคืนมาของชาติไทย ที่เคยมีฐานส.ส.อยู่ในเขตภาคกลาง

 8 ที่นั่งของชลบุรี ที่ยึดมาได้อย่างเบ็ดเสร็จ จากกลุ่มคุณปลื้มในนามชาติไทยหรือ 4 ที่นั่ง ในระยอง รวมถึง 3 ที่นั่ง ในจันทบุรี ล้วนแต่เป็นตัวอย่างที่อธิบายให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองในขณะนั้น ที่เอื้อให้ประชาธิปัตย์รุกคืบต่อการเพิ่มจำนวนส.ส.ภาคกลางอย่างโดดเด่น ปัจจัยที่เอื้อให้ภาคกลางประชาธิปัตย์ก้าวกระโดดในจำนวนส.ส.ก็คือ ความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เลือกยืนอยู่ในมุมที่ต้านพรรคพลังประชาชน ส่งผลโดยตรงต่อผู้สมัครส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งธันวาคม 2550

 สำหรับเลือกตั้งกรกฎาคม 2554 ภาพในทางการเมืองที่น่าสนใจก็คือ การถอนตัวออกมาจากประชาธิปัตย์ ในสนามเลือกตั้ง ชลบุรี ของ มานิตย์ ภาวสุทธิ์ ส.ส.เขต 1 เป็นการถอยและเลือกที่จะไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย การสูญเสีย โชควุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ให้ ชาติไทยพัฒนา หรือ วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่หันไปร่วมงานการเมืองกับภูมิใจไทย ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.สระบุรี ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเหล่านี้ จึงสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงประชาธิปัตย์ ไม่มากก็น้อย

 อีกสัญญาณเตือนถึงความเชื่อมั่นในพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเลือกตั้งครั้งนี้เห็นได้จากปรากฏการณ์ที่ก่อตัวขึ้นในกรณีของ สดใส ร่มโพธิ์ทอง อดีตส.ว.ปทุมธานี ที่ประกาศตัวว่าจะลงสมัครส.ส.ในนามประชาธิปัตย์ แต่ที่สุดแล้วได้ลาออกและมาเป็นตัวแทนพรรคชาติไทยพัฒนา ลงสมัครส.ส.ปทุมธานี

 น่าสนใจว่าการเปิดเกมรุกเพื่อยึดพื้นที่ของเพื่อไทย ต่อการเลือกตั้งครั้งนี้มีสัญญาณเตือนนับตั้งแต่การส่งแกนสำคัญที่เป็นตัวแทนของคนในตระกูลชินวัตร คือ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ลงในระบบเขตที่เขต 1 ราชบุรี แข่งกับคนของประชาธิปัตย์ นี่จึงมีผลมาถึงอัตราเร่งในทางการเมืองให้สนามเลือกตั้งแห่งนี้ ถูกปรับองศาให้สูงยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นการต่อสู้ระหว่าง 4 พรรคการเมือง คือ เพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา ประชาธิปัตย์ และ ภูมิใจไทย และนี่คือมาตรวัดในการ "เอาจริง" ของเพื่อไทย ที่ต้องการเพิ่มจำนวนส.ส.

 ปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในภาวะที่ตั้งรับและพัฒนาไปสู่การถอยร่นในขณะนี้ ด้านหนึ่งคือการสูญเสีย "คน" ไปให้กับพรรคการเมืองอื่น ด้านหนึ่งคือการรุกคืบของฝ่ายตรงข้ามทั้งเพื่อไทย ชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย รวมถึง พลังชล ในสนามเลือกตั้งชลบุรี ขณะที่ปัจจัยอีกด้านคือการรณรงค์โหวตโน ซึ่งเท่ากับการผลักมิตรของประชาธิปัตย์ให้ไปอยู่ในมุมตรงกันข้าม

 ความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งที่เป็น "ตัวจริง" ในนามของพันธมิตรฯ การเลือกที่จะไม่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด สิ่งเหล่านี้จึงมีผลต่อการดึงฐานะแนนเดิมที่ของประชาธิปัตย์ให้เจือจางลง ถือเป็นการนับหนึ่งของแรงกดดันในทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ และความได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่สามารถที่จะสร้างแต้มต่อได้มากพอ