ข่าว

พนง.โรงแรมส่อถูกปลดอื้อหลังการเมืองทำพิษ

พนง.โรงแรมส่อถูกปลดอื้อหลังการเมืองทำพิษ

20 เม.ย. 2552

พนง.โรงแรมส่อแววถูกปลดอื้อ หลังม็อบเสื้อแดงทำท่องเที่ยววูบ รองอธิบดี กสร.เตือนนายจ้างอย่าฉวยโอกาสลดค่าจ้าง-ไล่ออก เพื่อจ่ายค่าชดเชยน้อยลง กระทรวงแรงงงานแจงงบ 300 ล้านบาท ไม่ซ้ำซ้อนโครงการต้นกล้าอาชีพ เล็งของบก้อนใหญ่ชะลอเลิกจ้างกับครม.เศรษฐกิจหลังผิดห

เมื่อวันที่  20 เม.ย. ที่กระทรวงแรงงาน นายอาทิตย์    อิสโม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  (กสร.) กล่าวถึงสถานการณ์การเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  - 20 เมษายน  ว่ามีสถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้างจำนวน 293 แห่ง จำนวนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างจำนวน  27,717 ราย เพิ่มขึ้นจากวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา จำนวน 3,787 ราย  และสถานประกอบการที่มีแนวโน้มเลิกจ้างอีกกว่า 390 แห่ง ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ 174,130 ราย แบ่งเป็นลูกจ้างที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างจำนวน 65,868 ราย ลูกจ้างที่ถูกลดเงินโบนัส  ลดเวลาในการทำงานจำนวน 108,297 ราย ซึ่งลูกจ้างที่มีแนวโน้มการถูกเลิกจ้างนั้นทางนายจ้างจะพิจารณาจากอายุการทำงาน หรือประสิทธิภาพการทำงาน  หากมีสถานประกอบการที่ทำการเลิกจ้างเกิดขึ้นลูกจ้างเหล่านี้ก็จะเป็นกลุ่มแรกถูกเลิกจ้าง 

นายอาทิตย์กล่าวว่า สถานประกอบการที่ทำการเลิกจ้างส่วนใหญ่จะเป็นประเภท ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ  ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตเครื่องจักร  และผลิตเครื่องเรือน  ทั้งนี้ทางกสร.จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเจรจาและรับฟังปัญหาของเจ้าของสถานประกอบการ โดยเจ้าหน้าที่จะแนะแนวทางออกเพื่อไม่ให้มีการเลิกจ้าง เช่น สามารถต้นทุนในส่วนไหนได้อีก  ให้มีการยกเลิกโบนัสของลูกจ้างบางกลุ่มเพื่อให้ลูกจ้างคนอื่นได้ทำงานต่อไป  ซึ่งทางกสร.เคยทำสำเร็จมาแล้ว ทั้งนี้ที่น่าเป็นห่วงมีแนวโน้มว่าจะเลิกจ้างลูกจ้างในกลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง เพราะในระยะยาวหากมีผู้คนเดินทางไปเที่ยวและเข้าพักโรงแรมลดลงก็จะทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวมีความจำเป็นปลดคนงาน

                “สำหรับสถานประกอบการที่ลดค่าจ้างเหลือร้อยละ 75 ของอัตราค่าจ้างที่ได้รับตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2551 เพื่อชะลอการเลิกจ้างนั้นบางรายถือโอกาสลดค่าจ้างลงเรื่อยๆแล้วทำการเลิกจ้างเพื่อที่จะได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในจำนวนอัตราเงินเดือนที่น้อยลงนั้น  ผมอยากบอกให้ทราบว่าจะกระทำเช่นนั้นไม่ได้  เนื่องจากหากมีการเลิกจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานตามระยะเวลาการทำงาน หากลูกจ้างคนใดถูกเจ้าของสถานประกอบการใช้วิธีนี้สามารถแจ้งได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศ” นายอาทิตย์กล่าว

ก.แรงงานแจงของบ300ล.ชะลอเลิกจ้างไม่เกี่ยวต้นกล้า

ที่กระทรวงแรงงาน นายพรชัย อยู่ประยงค์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า  แนวทางที่กระทรวงแรงงาน ได้จัดงบ 300 ล้านบาท เพื่อบรรเทาปัญหากรณีมีผู้ว่างงานหลังช่วงสงกรานต์ ถือเป็นการใช้งบกลางตามปกติของกระทรวงแรงงานอยู่แล้ว แต่มีการเพิ่มเติมรายละเอียดจากเดิมที่มีไว้ช่วยผู้ประสบปัญหาภัยแล้งเพียงอย่างเดียว ให้เพิ่มเป็นการช่วยเหลือที่รายได้และมีอาชีพ ก็จะเพิ่มให้กับผู้ว่างงาน ที่ว่างงานในภูมิลำเนาต่างๆ ได้มีรายได้ วันละ 150 บาท เป็นเวลา 20 วัน  ซึ่งในขณะนี้ร่างรายละเอียดของการใช้เงินงบประมาณในโครงการคาดว่าใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว

   “เราโอนงบให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้ไปประสานกับทางอบต. ในโครงการที่จะช่วยสร้างงานในท้องถิ่นได้ ประชาชนที่ตกงานหลังสงกรานต์   แต่เชื่อว่าจะไม่มีความซ้ำซ้อนกับโครงการต้นกล้าอาชีพ เพราะจะมีการตรวจเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ทุกคน  ” นายพรชัย กล่าว

   นายพรชัย กล่าวว่า ขณะนี้การแก้ปัญหาของกระทรวงแรงงานมีทั้งแผนเฉพาะหน้า และแผนงานตามปกติ ปัญหาแรงงานมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมากไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่กลับจากจ่างประเทศที่มีมากขี้น การตกงานหลังสงกรานต์  ทั้งหมดนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะมีตัวเลขที่ชัดเจนเท่าไหร่ คงต้องรอการสำรวจให้แน่ชัด ก่อน

ด้านนายพงษ์ศักดิ เปล่งแสง โฆษกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า งบ 300 ล้านบาท เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ขณะนี้ทางกระทรวงแรงงานจะได้นำเรื่องเสนอเข้า ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันที่ 22 เม.ย.  เพื่อของบ ในการชะลอการเลิกจ้าง ผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการที่มีแนวโน้มจะว่างงาน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะช่วยแรงงานได้อีก 50,000 คนไม่ให้ว่างงานพร้อมกันในช่วงปีนี้  สำหรับราละเอียดของงบประมาณที่จะเสนอ นั้นเบื้องต้นแรงงานจะได้รับการฝึกงานโดยได้รายได้วันละ 160 บาท ไม่เกิน 30 วัน เฉลี่ยคนละไม่เกิน 4,800 บาท และไม่ร่วมค่าวิทยากรที่จะตั้งค่าใช้จ่ายไว้  ทั้งนี้จะไม่รวมเงินเดือนประจำที่แรงงานได้รับอยู่แล้ว

   สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจาณาว่าสถานประกอบการใดควรได้สิทธิ์เข้าโครงการ จะเป็นหน้าที่ของสภาอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน  (กกร.) จะเป็นผู้คัดเลือกสถานประกอบการ  เนื่องจากมีการเกรงกันว่า หากให้ส่วนราชการดำเนินการสรุป อาจมีตัวเลขแรงงานผี ที่ไม่ได้เข้าอบรมจริงในโครงการแฝงเข้ามารับเงินงบประมาณได้