ข่าว

อภิสิทธิ์ขอบคุณเอกชนจับมือรัฐแก้คอร์รัปชั่น

อภิสิทธิ์ขอบคุณเอกชนจับมือรัฐแก้คอร์รัปชั่น

01 มิ.ย. 2554

"อภิสิทธิ์" ขอบคุณภาคเอกชนร่วมมือภาครัฐ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ระบุความขัดแย้งทางการเมือง ความรุนแรงในสังคม มีต้นตอจากทุจริตวงกว้างทั้งระดับชาติ-ท้องถิ่น ลุกลามเป็นวิกฤติการเมือง รับ เทคโนโลยีปัจจุบันซับซ้อนจนยากตรวจสอบ พร้อมมอบ สำนักงบฯ ปรับปรุงราคากลางใน

 วันที่ 1 มิ.ย.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการสัมมนา ”การต่อต้านคอร์รัปชั่น...จุดเปลี่ยนประเทศไทย” จัดโดย 23 ภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิ หอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานปปช. สำนักงานก.พ.ฯลฯ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ว่า วันนี้เป็นวันสำคัญมากที่มีการจัดสัมมนาเรื่องนี้ ขอบคุณภาคีที่เห็นความสำคัญของการทุจริตและอาสาร่วมต่อต้านเพื่อให้เกิดผลจริงจังต่อไป เชื่อว่าทุกคนตระหนักถึงความสูญเสียของประเทศจากการทุจริต โดยเฉพาะการประเมินความเสียหายกับเศรษฐกิจที่แปรเป็นความสูญเสียเชิงโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องหาทางปราบปรามการทุจริต ขอเรียนว่าความเสียหายทางตัวเลขเป็นส่วนหนึ่งกับความเลวร้ายของการคอร์รัปชั่น การขาดหลักธรรมาภิบาล เป็นการทำลายขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศและธุรกิจที่กัดเซาะความสามารถดังกล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผลพวงทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการทุจริตที่บางครั้งอาจมองข้าม เช่น สัปดาห์ที่แล้วนิตยสารไทม์มีบทความเรื่องยาเสพติดในภูมิภาคนี้ ปัจจัยที่ทำให้ประสิทธิภาพในการปราบปรามลดลงคือ การทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนความขัดแย้งทางการเมืองและความรุนแรงในสังคมไทยที่ประสบในหลายปีมานี้ มีต้นตอมาจากการทุจริตอันกว้างขวางทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น จนลุกลามเป็นวิกฤติการเมือง วันนี้ดีใจที่ภาคีทำงานจริงจังและต่อเนื่องของทุกฝ่าย ปัญหานี้จะแก้ไขไม่ได้หากไม่มีการผนึกกำลัง การทุจริตเกิดจากฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการ ฝ่ายธุรกิจ ตนคิดว่าควรเติมค่านิยมทางสังคมว่ายอมรับการทุจริตหรือไม่ในเรื่องนี้ลงไปด้วย ในฐานะฝ่ายบริหาร ตนทราบดีว่าฝ่ายการเมืองเป็นจำเลยร่วมในเรื่องนี้แต่พยายามแก้ไขมาโดยลำดับ ประเทศไทยได้ปรับปรุงองค์กรและกฎหมายในช่วงนับสิบปี แต่ปัญหานี้ยังดำรงลุกลามกับสังคมไม่จบไม่สิ้น

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงสองปีเศษมานี้ที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนพยายามทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ระยะหลังนี้พบว่าป.ป.ช.ทำงานที่มากกว่าการร้องเรียนเละติดตามคดี แต่ป.ป.ช.ยังทำเรื่องการปรับปรุงนโยบายที่ป้องกันการทุจริตและตั้งเครือข่ายปราบปรามทุจริต อันดับการทุจริตของประเทศไทยแม้จะขยับขึ้นมาบ้าง แต่มันยังมีความรุนแรง ซึ่งตนไม่พอใจในเรื่องนี้แต่ไม่ถอดใจ เรื่องสำคัญที่อยากเห็นความร่วมมือมากขึ้นคือ  การต่อสู้กับการทุจริตต้องอิงกับข้อเท็จจริงและองค์ความรู้มากขึ้น ขอชื่นชมบางหน่วยงานที่ศึกษาและวิจัยเรื่องทุจริต โดยเปรียบเทียบการทุจริตของรัฐบาลต่างๆ และเปรียบเทียบการจ่ายค่าเปอร์เซ็นต์ในการทุจริต ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นฐานการแก้ไขปัญหา แต่ข้อมูลการทุจริตที่ร้องรียนมานั้น บางครั้งจริง บางครั้งไม่จริง ฉะนั้นการค้นหาความจริงจะแก้ปัญหาทุจริตได้ตรงจุด และต้องกำหนดขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน

 นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ปรากฏชัดคือ การต่อสู้กับทุจริตต้องอาศัยความรู้และความเชี่ยวชาญ เพราะการทุจริตวันนี้สลับซับซ้อนและซ่อนตัวอยู่ในนั้น คือการจัดซื้อจัดจ้างที่ทุจริตที่เกิดจากการสมยอมในช่วงเสนอราคา มันจะเกิดขึ้นไม่ได้หากราคากลางสะท้อนความเป็นจริง เรื่องนี้มอบให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณทบทวนการกำหนดราคากลางให้มีความเเม่นยำขึ้น หากเอกชนมาร่วมสะท้อนความเห็นก็จะช่วยลดการสูญเสียจากการทุจริตได้ เพราะสำนักงบประมาณได้ตรวจสอบการเสนอราคากลางแล้วพบว่าราคากลางสูงกว่าความจริง 10-20 เปอร์เซ็นต์
 
 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ความสลับซับซ้อนทางเทคโนโลยีในวันนี้จนหน่วยงานกลางเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ บางโครงการมอบให้บางหน่วยไปตรวจสอบแต่ขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ ทำให้เกิดการทุจริตตั้งเเต่มีที่ปรึกษาโครงการที่ทำให้เกิดช่องว่างในการวางนโยบาย สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือค่านิยม ซึ่งช่วงที่ตนเคยเป็นผอ.เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.มีคนเสนอช่วยค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง โดยแลกกับการแต่งตั้งบางคนไปอยู่ในฝ่ายบริหาร โดยอ้างว่าจะแจกผลประโยชน์ไปยังหน่วยงานในกทม.เต็มที่ ตนปฏิเสธและเสนอว่าควรบริจาคอย่างโปร่งใสและแข่งขันทำงานด้วยความมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ช่วงที่ตนเป็นนายกฯ ก็ได้รับโทรศัพท์ต่อว่า ว่าทำไมปล่อยให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ แต่คนที่โทรศัพท์เข้ามาระบุว่าให้ข้อมูลไม่ได้เพราะหากให้ไปก็จะทำธุรกิจกับกระทรวงนั้นไม่ได้ หากก้าวข้ามไม่ได้ การทุจริตจะยังอยู่กับประเทศ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกพรรคจะเสนอแนวทางการต่อสู้ในเรื่องทุจริต หากเอกชนจับมือปฏิเสธการเสนอสินบนและคอร์รัปชั่น แข่งขันบนความถูกต้องและพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปราบทุจริต ตนเชื่อว่าจะเดินหน้าแก้ไขได้ แม้มันจะไม่ง่ายเพราะปัญหานี้มียาวนานตั้งแต่มีมนุษย์บนโลก แต่ทำอย่างไรจะเปลี่ยนค่านิยมของสังคมในเรื่องนี้และมาร่วมมือกับภาคีเพื่อเดินหน้าพลิกโฉมประเทศ ซึ่งหลายปัญหาแก้ไขได้หากทุกคนตั้งใจทำ และตนขอสนับสนุน เพราะทุกคนมีความหมายในการช่วยระวังการต้านการทุจริต

 นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทภาคีเครือข่ายการป้องกันและการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นว่า การต่อต้านการทุจริตเป็นปัญหาของประเทศ คนไทยในฐานะเจ้าของประเทศควรลุกขึ้นมาต่อสู้และอย่ามองเป็นเรื่องปกติ บางส่วนกลับเห็นในทางที่ว่ายอมให้โกงหากมีผลงานเป็นประโยชน์กับประเทศ หากยอมรับได้นั้น สมมติว่าคนๆนั้นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจของท่านมองกันออกหรือไม่ว่าจะโดนโกงหรือไม่ จะปล่อยให้สังคมไม่มีความหวังไม่ได้ ควรลุกขึ้นมารวมพลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของสังคมไทย ภาคีในวันนี้พร้อมร่วมมือต่อต้านคอร์รัปชั่น การทุจริตมีทั้งผู้รับและผู้ให้ หากเอกชนไม่ให้ ข้าราชการและนักการเมืองก็ไม่ได้รับ

 “บางคนบอกว่าเรื่องนี้ยากและไม่สำเร็จ เสียเวลา ยอมรับว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ง่าย แต่มันต้องเริ่มต้น หากปล่อยทิ้งไว้ มันจะเหมือนมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนประเทศจนถึงขั้นล่มสลาย บางคำพูดอาจทำให้ท้อแท้ แต่ภาคีมองว่าเป็นหน้าที่และลุกขึ้นมาทำ ปลายปีที่แล้ว ผมและภาคีเดินทางไปดูงานที่ฮ่องกงพบว่า เมื่อ 40 ปีที่แล้วฮ่องกงมีการทุจริตขั้นเลวร้ายมาก เวลาเข้าโรงพยาบาลจะขอน้ำหนึ่งแก้วต้องติดสินบน แต่วันนี้ฮ่องกงกลับพลิกฟื้นภาพการโกงกินทุกขั้นตอนกลายเป็นประเทศที่โปร่งใสอันดับต้นๆของโลก แต่ไทยอยู่อันดับที่ 78 หากมุ่งมั่นเอาจริง สุดท้ายจะประสบความสำเร็จได้ วันนี้จะเรียนรู้จากฮ่องกงเพื่อนำแนวทางมาปฏิบัติได้จริงในไทย การต่อต้านทุจริตเป็นหน้าที่คนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันเปลี่ยนประเทศ ทุกองค์กรควรร่วมกันต่อต้านเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศไทย เพื่อจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของประเทศจะได้เริ่มต้น” นายดุสิต กล่าว