ข่าว

เมืองคอนเผยเคล็ดจัดการน้ำ
แก้ปัญหาลุ่มน้ำปากพนังพินาศจากมนุษย์

เมืองคอนเผยเคล็ดจัดการน้ำ แก้ปัญหาลุ่มน้ำปากพนังพินาศจากมนุษย์

02 มิ.ย. 2554

ปากพนัง นครศรีธรรมราช-เริ่มแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9-12 มิถุนายนนี้ หน่วยงานราชการในโครงการพระราชดำริ โดยศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ ได้จัดนิทรรศการ "น้ำพระทัยรินหลั่ง ลุ่มน้ำปากพนังร่มเย็น เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา" เพื่อเปิดเป

  “ภูมิปัญญา” นี้ เกิดจากการดำนเนิการของโครงการอันเนื่องมาจากน้ำพระราชหฤทัยห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อความทุกข์ยาก ความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อ.ปากพนัง เชียรใหญ่ หัวไทร ชะอวด ร่อนพิบูลย์ จุฬาภรณ์ เฉลิมพระเกียรติ พระพรหม และบางส่วนของ อ.ลานสกา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รวมถึงพื้นที่บางส่วนของ อ.ควนขนุน อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง และบางส่วนของ อ.ระโนด จ.สงขลา

 นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการและประสานงานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า โครงการได้สนองพระราชดำริในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เรียกว่า 4 น้ำ 3 รส คือ 4 น้ำ มีน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเค็มและน้ำเสีย ส่วนรสชาติ 3 รส คือ รสจืด เค็มและเปรี้ยว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเพื่อการแก้ไขปัญหา คือการสร้างประตูระบายน้ำ ในการแก้ไขปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่ และทำหน้าที่เก็บกักน้ำจืดไว้ใช้ประโยชน์ ทำให้ปัญหาการขาดน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งหมดไป มีการบริหารจัดการที่ดีขึ้นยังผลให้ประชาชนกว่า 6 แสนคนในพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

 ลุ่มน้ำปากพนังมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 6 แสนคน มีพื้นที่ประมาณ 1.9 ล้านไร่ เคยเกิดวิกฤติจนต้องอพยพหนีจากพื้นที่ เนื่องจากที่นี่ มีความหลากหลายทางระบบนิเวศเฉพาะถิ่น ที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำ 4 รส คือ น้ำจืดบริเวณลุ่มน้ำตอนบน น้ำเปรี้ยวบริเวณป่าพรุควนเคร็ง น้ำกร่อยบริเวณกลางลุ่มน้ำ และน้ำเค็มบริเวณปากอ่าว ปัญหาเรื่องน้ำ จึงมีความแตกต่างกันเป็นผลต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร

 แต่หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติเป็นผลให้พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังสามารถใช้ประโยชน์ได้ดังเดิม ขณะนี้ชาวบ้านได้กลับเข้ามาประกอบอาชีพในพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่เป็นอาชีพหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

 การขยายผลเมื่อโครงสร้างพื้นฐานในด้านการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบแล้วเสร็จ การพัฒนาอาชีพเพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำก็จะมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ ที่สำคัญผลประโยชน์จากการดำเนินงานในโครงการจะก่อให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาอุดมสมบูรณ์เช่นดังในอดีตโดยตัวของระบบเอง อันจะนำมาซึ่งการสามารถใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนและยาวนานยิ่งขึ้น

      **จากการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ รวมถึงการใช้ประโยชน์ของที่ดิน ทำให้พื้นที่ในเขตลุ่มน้ำปากพนังมีสภาพและสภาวะแวดล้อมแตกต่างไปจากเดิม ก่อให้เกิดปัญหาอันเนื่องมาจากน้ำหลายประการด้วยกัน

    **ปัญหาน้ำท่วม ในช่วงฤดูฝนของทุกปี (ต.ค.-ธ.ค.) และในช่วงน้ำทะเลหนุนสูง เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ราบท้องกระทะ มีระดับใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเล ช่องทางระบายน้ำออกมีน้อยและมีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ช้ามาก

   **ปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากไม่มีแหล่งที่จะทำหน้าที่กักเก็บน้ำต้นทุนอย่างเพียงพอ กอปรกับความต้องการน้ำจืดมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปีตามอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรในพื้นที่ (อัตราการเพิ่มประมาณ 30% ต่อปี) ทำให้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดทวีความรุนแรงขึ้นโดยลำดับ

    **ปัญหาน้ำเค็มรุกตัว แพร่กระจายในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างขึ้น ลึกเข้าไปในแม่น้ำปากพนังมากกว่า 100 กม. ในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากท้องแม่น้ำมีความลาดชันน้อยมาก ขาดแคลนน้ำจืดที่จะใช้ผลักดันน้ำทะเลน้อยลงทุกปีจากการใช้น้ำบริเวณพื้นที่ต้นน้ำเพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำในแม่น้ำลำคลองในพื้นที่มีความเค็ม ไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้นานถึง 9 เดือนต่อปี (ช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย.)

 **ปัญหาน้ำเปรี้ยว เนื่องจากบริเวณตอนกลางของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังมีสภาพลุ่มต่ำน้ำท่วมขังตลอดปี คือ "พรุควนเคร็ง" และ "พรุคลองฆ้อง" สภาพดินเป็นลักษณะเป็นตะกอนดินหลังสันทรายมีลักษณะเป็นดินเหนียวอ่อนมีซากพืชปนอยู่มาก ลึกประมาณ 0.5-2.0 เมตร เป็นดินพรุ มีสารประกอบ "ไพไรท์" ตกตะกอนอยู่ เมื่อระดับน้ำลดลงจนชั้นไพไรท์สัมผัสกับอากาศจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดและน้ำเปรี้ยว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในลำน้ำ ไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมได้

 **ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ เกิดการเรียนรู้และดำเนินการจนสามารถควบคุมการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลากหลายรูปแบบให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้การพัฒนาอาชีพ การประกอบอาชีพและส่งเสริมรายได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาความรู้ในการประกอบอาชีพและการบริหารจัดการทรัพยากรในพื้นที่แบบมีส่วนร่วม ให้มีความสมดุลและยั่งยืนอย่างแท้จริง