
ซีเอสอาร์กับนักการเมือง
เวลาที่พูดถึงคำว่า ซีเอสอาร์ หรือ Corporate Social Responsibility : CSR อันหมายถึงการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมในรูปแบบต่างๆ อันเป็นคำยอดฮิตแห่งทศวรรษนี้ครั้งใด คนส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่ภาคธุรกิจเป็นสำคัญ
อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของผู้คนส่วนใหญ่ที่มีต่อธุรกิจเอกชนยังเป็นลบ ลบมากลบน้อยก็แล้วแต่การกระทำของแต่ละองค์กร ว่าได้สั่งสมคุณงามความดีมามากน้อยแค่ไหน และเนิ่นนานสม่ำเสมอจริงจังจริงใจเพียงใด
แต่ร้อยทั้งร้อยภาพของธุรกิจยามนี้เชื่อว่ายังไม่น่ามีแม้องค์กรเดียวในโลกที่มีแต่ภาพของความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีแต่ด้านสวยงามเพียงด้านเดียว เพราะตราบใดที่ยังมีบริษัทห้างร้านอยู่มากมายทั่วแผ่นดิน โอกาสที่จะมีธุรกิจที่เล่นบทผู้ร้ายย่อมปนเปอยู่เสมอ เมื่อปลามาอยู่ในข้องเดียวกันมีปลาเน่าๆ อยู่ไม่กี่ตัวปลาที่เหลือก็ย่อมเหม็นไปด้วย องค์กรธุรกิจจึงถูกเหมารวมให้ตกเป็นจำเลยของสังคมมาช้านานและยังเป็นไปอย่างน่าเห็นใจ
จำได้ว่าเมื่อราวๆ 20 ปีก่อน เคยมีนักธุรกิจ “น้ำดี” บ้านเรากลุ่มหนึ่ง มีความคิดที่จะร่วมกันรณรงค์ปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของภาคธุรกิจโดยรวมให้ดีขึ้น แต่ดูเหมือนว่าในที่สุดก็มีอันต้องล้มเลิกโครงการไปโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเพราะคิดคำนวณดูแล้วเห็นว่าท่าจะสำเร็จยากก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม กาลเวลาผ่านไป เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ผลของกระแสค่านิยมด้านซีเอสอาร์ที่รณรงค์กันอย่างจริงๆ จังๆ ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก ที่เคยมุ่งแสวงหาแต่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง ก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กันไปด้วย
ในเมื่อภาคเอกชนยุคใหม่เขาหันมาใส่ใจในเรื่องซีเอสอาร์ หรือมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นได้ ผมก็เลยคิดว่าคงจะเป็นการดีไม่น้อยถ้าเราจะหันมารณรงค์ในเรื่องซีเอสอาร์กับกลุ่มนักการเมืองกันบ้าง ไม่ได้หมายความว่าทุกวันนี้นักการเมืองเขาไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเสียเลย หากแต่ว่าอยากเห็นการให้ความสำคัญในเรื่องนี้ให้มากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าทำได้ก็คิดว่าเมืองบ้านเราคงจะก้าวหน้าไปอีกไม่น้อย
เพื่อให้แนวคิดในการรณรงค์เรื่องนี้จำง่ายขึ้น ผมขอเสนอคำศัพท์ขึ้นมาใหม่สำหรับการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของนักการเมืองการปกครองโดยเฉพาะว่า “พีเอสอาร์” (Political Social Responsibility : PSR) คือ การแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับส่วนรวมจากการดำเนินงานหรือการบริหารประเทศของนักการเมือง ซึ่งอาจเป็นแนวทางใหม่ที่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในภาคการเมือง
การทำ “พีเอสอาร์” ของนักการเมืองนั้น ก็ทำไม่ยาก เพียงแค่ยึดหลักของผู้ปกครองที่ดี เช่น มีศีล คือมีความประพฤติที่ดีงาม ทั้งกาย วาจา และใจ รู้จักเสียสละ ทรัพย์สิ่งของและน้ำใจให้สังคมและชุมชน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อความสุขส่วนรวม มีความซื่อตรง คือดำรงอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต มีความอ่อนโยน คือ มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่เสมอกันและต่ำกว่า
มีความเพียร คือมีความอุตสาหะในการปฏิบัติงานบริหารราชการโดยปราศจากความเกียจคร้าน มีความไม่โกรธ คือไม่แสดงความโกรธโมโหโกรธา ใช้วาจาไม่สุภาพ ออกอาการให้เห็นอยู่เนืองๆ ตามจอทีวี ไม่เบียดเบียน ไม่บีบคั้นและสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น มีความอดทน คือการรักษาอาการ กาย วาจา ใจให้เรียบร้อย มีความเที่ยงธรรม ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง ไม่เอนเอียงหวั่นไหวด้วยคำพูด อารมณ์ หรือลาภสักการะใดๆ
การทำ “ซีเอสอาร์” หรือ “พีเอสอาร์” เปรียบเสมือนคำสัญญาที่ให้แก่ผู้คนและสังคมว่าจะรับผิดชอบต่อประเทศและสังคมอย่างไร เป็นเรื่องของการประพฤติดี ประพฤติชอบ อย่างสม่ำเสมออยู่เป็นนิจ หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปก็คือให้ความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณงามความดีให้แก่ชาติบ้านเมืองเหล่านั้นตกอยู่ในสายเลือด อยู่ในดีเอ็นเอ (DNA) ตลอดเวลา...นี่ก็ใกล้วันเลือกตั้งเข้ามาแล้ว ก็หวังว่าเราจะมีนักการเมืองหัวใจพีเอสอาร์ เข้ามารับใช้ประเทศเยอะๆ นะครับ
บัญญัติ คำนูณวัฒน์



