ข่าว

ไทยแจงศาลโลกยันเขมรรับเขตปราสาทพระวิหารกว่า40ปี

ไทยแจงศาลโลกยันเขมรรับเขตปราสาทพระวิหารกว่า40ปี

31 พ.ค. 2554

ผู้แทนไทยแจงศาลโลก ยืนยันเขมรยอมรับขอบเขตปราสาทพระวิหารกว่า 40 ปี โดยไม่เคยทักท้วง แต่ภายหลังทักท้วง พร้อมอ้างสิทธิ์เพียงต้องการพื้นที่กันชน ที่ระบุในแผนบริหารจัดการรอบปราสาทพระวิหาร

 (31พ.ค.) นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการชี้แจงของฝ่ายไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทางโทรศัพท์จากกรุงเฮก ประเทศเนเธนแลนด์ ที่มีขึ้นในเวลา 17.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของประเทศเนเธนแลนด์ วันนี้ (31 พ.ค.) ซึ่งเป็นวันที่สองของการให้ข้อมูลทางวาจาต่อศาลโลก โดยมีนายวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้แทนฝ่ายไทยขึ้นชี้แจง และโต้แย้งข้อเรียกร้องของกัมพูชาที่ยื่นขอให้ศาลโลกออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ในบริเวณพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ประกอบด้วย 5 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก การตอกย้ำถึงการที่ไทยในฐานะสมาชิกสหประชาชาติได้ปฎิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก เมื่อปี 2505 อย่างครบถ้วน  

 นายธานี กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง ได้ชี้แจงว่าคำพิพากษาของศาลโลกเมื่อปี 2505 เป็นเรื่องของอธิปไตยเหนือตัวปราสาท ไม่ใช่เส้นเขตแดน โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา กัมพูชายอมรับเส้นขอบเขตของพื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ตามมติของคณะรัฐมนตรี ยุครัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อ 10 ก.ค. 2505 ที่มีขึ้นเพื่อเป็นการปฎิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว โดยฝ่ายกัมพูชานิ่งเฉยและไม่มีได้ทักท้วงใดๆมานานกว่า 40 ปี  ประเด็นที่สาม คือ ย้ำถึงเจตจำนงของไทยที่ต้องการอยู่ร่วมกับกัมพูชาอย่างสันติและพัฒนาความสัมพันธ์บนพื้นฐานของความร่วมมือ รวมทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไทยจึงไม่มีเหตุผลที่จะสร้างความขัดแย้งกับกัมพูชา

 ส่วนประเด็นที่สี่ คือ ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มเพื่อให้เกิดการปะทะ ไม่ว่าจะเป็นเดือนก.พ. 54 ที่ปราสาทพระวิหาร และเดือน เม.ย-พ.ค. 54 ที่ปราสาทตาเมือนและตาควาย แต่จำเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องอธิปไตยและพลเรือนไทย ที่ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากกัมพูชา และประเด็นสุดท้าย การชี้แจงถึงเจตนาของกัมพูชาที่ต้องการดินแดนเพื่อใช้เป็นพื้นที่กันชนในการบริหารจัดการปราสาทพระวิหารเพื่อให้กระบวนการขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกโดยสมบูรณ์
 
 ด้านศาสตราจารย์อลัง เปลเล่ต์ ที่ปรึกษาทนายความไทยจากประเทศฝรั่งเศส ได้ขึ้นชี้แจงว่า คำขอตีความ และคำขอมาตรการชั่วคราวนั้นอยู่นอกเขตอำนาจของศาลโลก และคำพิพากษาเมื่อปี 2505 ให้ไทยถอนทหารออกจาพื้นที่บริเวณรอบตัวปราสาทถือเป็นความผูกพันครั้งเดียวซึ่งไทยได้ปฏิบัติตามแล้ว รวมทั้งไทยไม่ได้โต้แย้งอำนาจอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหาร ไม่มีความเห็นต่างในเรื่องนี้ ศาลโลกจึงไม่มีอำนาจตีความและออกมาตรการชั่วคราว ตลอดจนการตีความเหตุผลของคำพิพากษาทำได้เมื่อจำเป็นต่อคำตัดสินเท่านั้น การพยายามเปลี่ยน คำพิพากษาเป็นกำหนดเส้นเขตแดนจึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ศ.เปลเล่ต์ ระบุด้วยว่า การตีความต้องไม่แก้ไขสิ่งที่ศาลพิพากษาแล้ว เรื่องเขตแดนเป็นเหตุผลประกอบการตัดสินได้หากจำเป็นเท่านั้น
 
 ศาสตราจารย์เจมส์ ครอว์ฟอร์ด ที่ปรึกษาทนายความไทยจากประเทศอังกฤษ ชี้แจงว่า ศาลโลกไม่มีเขตอำนาจออกมาตรการชั่วคราวคดีนี้ เพราะมิใช่เขตอำนาจที่จะพิจารณาว่าคู่ความปฏิบัติตามคำตัดสินแล้วหรือไม่ แต่เป็นอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอสซี และคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหารย่อมเกี่ยวข้องกับตัวปราสาทเท่านั้น ซึ่งศาลได้เคยปฏิเสธเมื่อปี 2505 ว่าคดีพิพากษาเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารไม่ใช่เขตแดน รวมทั้งคำขอมาตรการชั่วคราวอ้างความจำเป็นฉุกเฉินจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างจากปราสาทพระวิหาร และเกิดภายหลังคำพิพากษาปี 2505 ศาลโลกจึงไม่มีเขตอำนาจ

 ศาสตราจารย์โดนัลด์ เอ็ม แม็คเรย์  ที่ปรึกษาทนายความไทยจากประเทศแคนาดา นำเสนอข้อวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ศาลไม่ควรมีคำสั่งออกมาตรการชั่วคราว 3 ประการ ได้แก่ ไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับคำพิพากษาในคดีเดิม มาตรการชั่วคราวไม่มีความสมดุล เพราะสั่งให้ไทยดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว และคำขอของกัมพูชาไม่เข้าเงื่อนไขเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน หลักฐานที่กัมพูชานำมาอ้างเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่นอกบริเวณที่ศาลโลกพิพากษาในปี 2505 รวมทั้งการขอให้ศาลมีมาตรการชั่วคราวเท่ากับให้ศาลตัดสินในเบื้องต้นเกี่ยวกับความถูกต้องของแผนที่ ซึ่งขัดกับแนวปฏิบัติของศาลโลก

 สำหรับการชี้แจงในวันนี้ศาลโลกจะให้เวลาประเทศละ 1 ชั่วโมง โดยฝ่ายกัมพูชาจะเริ่มชี้แจงก่อนในช่วงเช้า ตามด้วยฝ่ายไทยในช่วงบ่าย ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะตรงกับ 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ในส่วนของประเด็นในวันนี้ นายธานีระบุว่า จะเป็นการให้กัมพูชาได้ชี้แจงในประเด็นที่ฝ่ายไทยได้ให้การต่อศาลโลกวานนี้ (30 พ.ค.) ตามด้วยการให้โอกาสฝ่ายไทยขึ้นตอบโต้การชี้แจงของกัมพูชา