
มาร์คโต้แม้วปากปรองดองยังคุกคาม
"อภิสิทธิ์" โต้ "ทักษิณ" ปากบอกปรองดองแต่ยังคุกคาม รับขัดใจ "บรรหาร" "เนวิน" หลายเรื่อง แต่ต้องทำเพราะยึดความถูกต้อง ประชดอาจไม่พอใจที่รับปากแล้วไม่ได้ไป "บึงฉวาก" เชื่อแดงโผล่ไล่ช่วงหาเสียงเป็นกลยุทธ์
(31พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลคนเสื้อแดงอาจจะออกมาชุมนุมแสดงพลังว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามระบบ ซึ่งในขณะที่ปากพูดว่าจะนำเรื่องความปรองดอง แต่ก็ยังไม่หยุดใช้วิธีข่มขู่คุกคาม ซึ่งการจะทำให้ประเทศไปสู่ความปรองดองได้ก็ต้องทำให้สังคมนี้เป็นสังคมของการเคารพกฎหมาย โดยไม่ใช่การข่มขู่หรือใช้กำลัง และให้ประชาชนแสดงออกผ่านกระบวนการการเลือกตั้งได้จะเป็นหลักประกันใของสังคมที่จะสงบสุขในอนาคต
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าเป็นผู้ถูกกระทำและควรได้รับประโยชน์จากการปรองดองด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คนที่จะทำเรื่องปรองดองก็ต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องมีเหตุผลว่าเพราะอะไร แต่วันนี้พูดกันโดยไม่ดูว่าสิ่งที่ต้องการมาลบล้างกันนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง เพราะครอบคลุมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ไปจนถึงการทำลายทรัพย์สินของราชการ เพราะฉะนั้นขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าไปแบบสังคมที่มีกฎหมายศักดิ์สิทธิ์เพื่อยืนยันว่าทุกคนต้องเคารพกฎหมาย หากใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องมีกระบวนการที่ไม่ใช่วิธีการข่มขู่คุกคาม มาใช้แสดงหาประโยชน์ของตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดประเทศไทยจึงก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีคนไม่อยากให้จบ จนกว่าจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่สังคมและคนไทยต้องเข้มแข็งที่จะผ่านตรงนี้ไปบนความถูกต้องให้ได้ หากคิดว่ายอมคนที่มีปัญหาเพื่อให้ปัญหาจบ วันข้างหน้าจะมีคนที่มีปัญหาอีกเยอะ
ผู้สื่อข่าวถามว่านายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาระบุว่าต้องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เพราะทำงานกับนายอภิสิทธิ์ยาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ผมไม่ได้เห็นรายละเอียด แต่ต้องขออภัยหนึ่งเรื่องที่ไม่ได้ทำตามคำพูด คือไม่ได้พาครอบครัวไปบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี ตามที่ชวนกันเอาไว้ก่อนยุบสภา อันนี้ยอมรับว่าไม่ได้ทำ แต่เรื่องอื่นไม่มี เพราะได้พูดกันชัดเจน แต่ก็ไม่แน่ใจ เพราะเห็นพูดเรื่องการแก้ไขมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องบอกว่าผมเองยึดความถูกต้องของบ้านเมือง ผมทำไม่ได้เพราะวันนั้นพรรคประชาธิปัตย์มีคดียุบพรรคอยู่ ผมไม่อาจเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะไปออกกฎหมายล้างความผิดเพื่อให้ตัวเองหลุดคดีได้ เพราะฉะนั้นหากจะโกรธเคืองกันก็ต้องยอมที่จะโกรธเคืองกัน เพราะอย่างไรผมก็ต้องยึดหลักการตรงนี้เพื่อความถูกต้อง และที่ผ่านมาการทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ตนเข้าใจว่าได้ขัดใจหลายเรื่อง เพราะต้องตัดสินใจว่าอะไรดีที่สุดต่อประเทศชาติ และตนก็รู้ว่าไม่พอใจ เพราะทั้งนายบรรหาร และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยก็พูดบ่อยๆ ว่าอยากเปลี่ยนนายกฯ เพราะอาจจะไม่พอใจบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องขอบคุณว่าในที่สุดพอใช้เหตุผลกันก็เข้าใจ อย่างกรณีอย่างพรรคภูมิใจไทยหลายเรื่อง หรืออย่างนายโสภณ ซารัมย์ รักษาการ รมว.คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทย พอใช้เหตุผลแล้วก็เข้าใจกัน ทุกอย่างก็เดินไปได้ แต่ถามว่าอยู่กันแล้วจะต้องตามใจทุกเรื่องคงไม่ได้ ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ที่บางคนเก็บไว้ในใจว่าตนไม่ตามใจก็เลยเคืองๆ แต่เป็นสิทธิของแต่ละพรรคอยู่แล้วที่จะดำเนินการใดๆ แต่ถ้าหากไม่อยากให้มีเรื่องยุ่งๆก็ให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ไปเยอะๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายโสภณ ไปสอบถามประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งแล้วระบุว่าอยากให้พรรคภูมิใจไทยกลับไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่ล่าสุดก่อนเข้าประชุม ครม.ในช่วงเช้าวันที่ 31 พฤษภาคมก็ยังพูดคุยกันอยู่ ซึ่งไม่ได้มีความระหองระแหงอะไร แต่เรื่องของการทำงานมันก็มีการมองไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งบางเรื่องอย่างมาตรา 237 นั้นตนทำไม่ได้เลย ถ้าทำไปก็จะเป็นการทำลายหลักการสำคัญของคนที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง ซึ่งจะโกรธเคืองกันก็ต้องยอม
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการร่วมรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร เพราะทุกอย่างมีเหตุผลอยู่ แล้วตนก็พูดชัดว่าหากมีเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้วไปแก้ไขมาตรา 237 ก็ทำไม่ได้ ซึ่งตนเคยบอกว่าคนที่มีส่วนได้เสียทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้ หากจำเป็นต้องขัดใจก็ต้องขัดใจกัน
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา อาจจะมีจุดยืนเดียวกับพรรคเพื่อไทยในเรื่องนิรโทษกรรม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจเพราะคำว่านิรโทษกรรมนั้นกว้างขวางมาก ตั้งแต่เรื่องปัญหาทางการเมือง การทุจริต การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองและการก่อการร้าย ซึ่งเป็นคนละเรื่อง การจะไปบอกว่าทุกคนเห็นตรงกันนั้นตนไม่เชื่อ
“เรื่องนี้หยิบขึ้นมาทำไม ก่อนหยิบขึ้นมาก็ไม่ได้ขัดแย้งกัน พอหยิบขึ้นมาก็เป็นประเด็นในการวิพากษ์วิจารณ์กัน ในขณะที่เราอยากให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องของประชาชน ” นายอภิสิทธิ์กล่าว
เมื่อถามต่อว่า ขณะนี้ดูเหมือนว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่พอใจมาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “เห็นคุณสุเทพ (เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์) ก็พอใจอยู่นี่ครับ ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ยุติการสัมภาษณ์และจะเดินขึ้นไปบนตึกไทยคู่ฟ้า และได้เดินผ่านนายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกพรรคชาติไทยพัฒนาที่ยืนอยู่ที่ประตูว่า คนนี้ยังมายืนอยู่ข้างตนเลย จนทำให้นายวัชระ ต้องชี้แจงกับสื่อมวลชนโดยไม่ได้มองหน้านายอภิสิทธิ์ว่า “"นายกฯบรรหารก็ยังยืนยันรักท่านนายกฯอยู่ครับ ยังรักนายกฯอภิสิทธิ์มากครับ”
เชื่อแดงโผล่ไล่ช่วงหาเสียงเป็นกลยุทธ์
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงยังถือป้ายขับไล่ในขณะหาเสียงว่า ตนจะพยายามพูดคุยกับทุกคน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้ที่(31 พ.ค.) ก็ได้ไปพูดคุยกับคนที่มาขับไล่ ซึ่งเป็นธรรมดาที่อาจจะมีคนติดต่างและเห็นได้ชัดเจนว่าอาจจะเป็นการรับข้อมูลมาฝ่ายเดียว อย่างเช่นเรื่องข้าวของแพง ก็อธิบายไป แต่ก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งที่ตนเดินเข้าไปพบก็เพราะมีคนมาบอกว่าเจ้าของตลาดวงศกร ที่ตนไปหาเสียงในช่วงเช้าและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะกันคนนั้นออกไป ตนจึงเดินไปพบ
เมื่อถามถึงการเดินทางไปหาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือวันที่ 1 มิ.ย.จะมีปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไปดี และคิดว่าการไปพบปะกับประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งจากการได้พูดคุยทำความเข้าใจกันก็ดีขึ้น แม้จะยังไม่เห็นตรงกันทั้งหมด
“ผมทราบว่ามันไม่ได้เป็นเฉพาะช่วงนี้ แต่มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ต้น เพราะกลยุทธ์ของบางฝ่ายคือไม่ต้องการให้ผมมีโอกาสสื่อสารกับประชาชนบางกลุ่ม เพราะต้องการผูกขาดให้ข้อมูล ปลุกระดมและขัดขวางการทำหน้าที่ แต่ผมต้องเดินหน้าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะไม่ต้องการไปสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหา ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ครม.ถกปัญหาของแพงแย้มแน้วโน้มไข่ไก่ราคาลดลง
นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงผลการประชุม ครม. ว่า ครม.ได้มีการติดตามเรื่องปัญหาราคาสินค้า ซึ่งมีประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ 1.การติตตามของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าต่างๆ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญขณะนี้ ความจริงต้นทุนโดยเฉพาะเรื่องอาหารอยู่ในภาวะซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้น และบางตัวก็น่าลดลง ตนและ ครม.จึงได้กำชับให้ไปเร่งดู เช่นกรณีของไข่ไก่ กรณีของหมู ซึ่งน่าจะลดลงได้อีก ในส่วนกรณีของไก่ยังมีปัญหาการตึงตัวอยู่บ้างเนื่องจากมีการส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็รับไปดู
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีมาตรการยกเว้นการส่งออกชั่วคราวไก่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงต้องดูความเหมาะสม เพราะเราก็ไม่ต้องการเสียตลาด จึงพยายามไล่ดูโดยเฉพาะเรื่องของต้นทุน โดยกำชับให้กระทรวงพาณิชย์ลงไปดูให้ถี่และละเอียดมากขึ้น อย่างราคาของไก่ก็มีการประกาศอยู่ที่ 55 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อที่จะนำมาขายในราคากิโลกรัมละ 75-82 บาท
“อย่างไข่ไก่วันนี้ก็เริ่มลดลงมา แต่เราก็เชื่อว่าสามารถจะลดลงได้อีกเพราะแนวโน้มเรื่องต้นทุนลดลง ส่วนเรื่องของหมูก็เช่นเดียวกันที่น่าจะคลายตัวไปจากปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ แต่ก็มีสินค้าบางตัวที่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น เช่น เหล็ก แบตเตอรี่ซึ่งทางกระทรวงก็ต้องไปพิจารณาตามกลไก ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ เช่น ค่าเรือ ซึ่งก่อนหน้านี้มีข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นในวันที่ 20 มิ.ย. ขณะนี้กระทรวงคมนาคมรายงานว่าได้ขอให้ตรึงราคาต่อไปก่อน ส่วนมาตรการที่ใช้อยู่ เช่นรถเมล์ฟรี ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 30 มิ.ย.นั้น ก็ให้เป็นอำนาจของทางรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งที่จะกลับไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไรในช่วงที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ เพราะฉะนั้นก็ได้ติดตาม ดูแลในเรื่องราคาสินค้ากันอย่างเต็มที่ ส่วนกรณีของน้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม ที่ผ่านมามีการเข้าใจว่าจะมีการไปตรึงราคาไว้ที่ 47 บาท ความจริงเฉพาะคนที่เข้าโครงการ และขณะนี้คนที่ไม่เข้าโครงการแนวโน้มก็สามารถผลิตและจำหน่ายได้ถูกกว่าราคาเพดาน 47 บาท ก็จะเริ่มลดลงมา รัฐบาลก็จะพยายามติดตามเรื่องของราคาสินค้าให้มีการคลายตัวลงไปมากยิ่งขึ้น



