ข่าว

อภิสิทธิ์ปิดประตูเจรจาทักษิณคดีอาญา

อภิสิทธิ์ปิดประตูเจรจาทักษิณคดีอาญา

20 เม.ย. 2552

“อภิสิทธิ์” ปิดประตูเจรจา “ทักษิณ” อ้างมีคดีอาญา แต่ยินดีรับข้อเสนอผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเชื่อเวที 2 สภาจะไม่ทำให้ขัดแย้งเพิ่ม "ชวรัตน์”หนุนแก้ รธน.-นิรโทษกรรมสร้างสมานฉันท์ได้ เพื่อไทยออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เอา"รธน.40"กลับมา เตรียมเสนอต่อสภา “พ

เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 20 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ให้ผู้มีบารมีเข้ามาเป็นตัวกลางให้เจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อยุติความขัดแย้งและทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า ว่า ขณะนี้กำลังคลี่คลายเหตุการณ์ไปตามลำดับ ซึ่งข้อเสนอที่จะให้มีการเดินหน้าเพื่อสร้างความปรองดองก็จะดำเนินการต่อไปบนความถูกต้อง ก็ยังไม่ทราบว่าที่เสนอจะให้มีการเจรจานั้นเป็นอย่างไร แต่หลักการที่ตนพูดไปนั้นชัดเจนว่าจะไปลบล้างคดีอาญานั้นทำไม่ได้และไม่ควรทำ

 เมื่อถามว่าข้อเสนอการให้นิรโทษกรรมเป็น 1 ในแผนการสร้างความปรองดองด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในแง่ความผิดทางการเมืองนั้นอยู่ในกรอบที่สามารถเสนอมาเพื่อพิจารณาได้ แต่ก็ต้องดูถึงความเหมาะสม รูปแบบ วิธีการ เหตุและผลของมัน แต่คดีอาญานั้นคงไม่ได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่านายกฯ ยอมที่จะเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะยังไม่ทราบว่าจะไปเจรจาเรื่องอะไร เพราะรู้สึกว่าในส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณมีปัญหานั้นเป็นเรื่องของคดีอาญาทั้งนั้น
 
 “ผมยังนึกไม่ออกเลยว่ากรอบการเจรจากันนั้นคืออะไร แต่ยืนยันว่าจะคุยกับคนที่ต้องการเรียกร้องอยู่ในกรอบ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ยุยงส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง"

 เมื่อถามว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานหรือไม่ว่าคนที่ทำความผิดและสร้างความปั่นป่วนอาจไม่ต้องได้รับโทษ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ แต่เราต้องฟังเสียงของผู้ที่ไม่พอใจกับเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา อย่างที่ตนได้พูดไว้ว่าอะไรที่พอมีเหตุผลก็นำมาพูดคุยกัน แต่เรื่องคดีอาญาทำไม่ได้ ส่วนความผิดทางการเมืองก็ต้องมาดูกันอีกครั้งว่ามีอะไรบ้าง และรูปแบบที่จะทำนั้นทำได้มากน้อยแค่ไหน เพียงแต่เมื่อตนเริ่มต้นกระบวนการดังกล่าวก็ต้องเปิดกว้างพอสมควร หากไปขีดเส้นไม่พูดเรื่องเหล่านี้เลยก็คงพูดกันยาก จึงต้องมาดูกันว่าความเป็นธรรมอยู่ตรงไหนอย่างไร

 เมื่อถามว่ามีข่าวว่าพรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้มีการเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในกรอบใดบ้าง นายอภิสิทิ์ กล่าวว่า พรรคร่วมยังไม่มีการเสนอเข้ามา เมื่อถามย้ำว่าตอนนี้นายกฯ ถูกพรรคร่วมบีบอยู่ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่หรอกครับ ผมมีอะไรก็ปรึกษาหารือทุกพรรค ซึ่งแต่ละพรรคก็ต้องมีจุดยืนและเสนอเข้ามา ตรงบ้างไม่ตรงบ้างก็เป็นเรื่องปกติ จากนั้นก็ต้องหาทางออกร่วมกัน ”

 ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เปิดประชุมร่วม 2 สภา แต่แนวโน้มดูจะมีแต่ความขัดแย้งมากกว่าการสร้างความปรองดอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์วันนี้ ( 20 เม.ย.) ก็จะขอให้สมาชิกพรรคหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เวทีดังกล่าวไปทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น ความตั้งใจของตนคือต้องการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิก รวมทั้งความคลางแคลงใจต่อเหตุการณ์หรือการตัดสินใจของรัฐบาล เขาก็สามารถที่จะนำเสนอและตรวจสอบเพื่อที่รัฐบาลจะได้ชี้แจงได้  

 "ประเด็นต่อมาคือการเดินไปข้างหน้าว่าจะทำอย่างไรที่ทุกฝ่ายจะมาช่วยกันหาทางออกเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง และหากสมาชิกจะเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การบังคับใช้กฎหมาย ก็เป็นสิทธิ์ของสมาชิกแต่อยากให้ทุกฝ่ายมาประชุมเพื่อหาทางออกมากกว่าที่จะมาทะเลาะกันซึ่งได้บอกกับทุกพรรคให้ไปบอกกับลูกพรรคแล้วว่าทำอย่างไรให้เวทีนี้ไม่เติมความขัดแย้ง "นายกรัฐมนตรีระบุ

 เมื่อถามว่าทางพรรคเพื่อไทยตั้งเงื่อนไขว่า หากจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมต้องคืนพรรคไทยรักไทยกลับคืนมาด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครคิดจะเสนออะไรก็เสนอมา เราจะได้ทราบความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่ายว่าคืออะไร

 ต่อข้อถามว่ากฎหมายนิรโทษกรรมในความหมายของนายกฯคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้เรากำลังพูดถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญและกการปฏิรูปการเมือง แต่ยังไม่มีการพูดถึงกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งถ้ายังมีใครติดใจเกี่ยวกับความผิดทางการเมืองที่ผ่านมาก็สามารถที่จะเสนอมาได้ แต่ตนขีดเส้นไว้ว่าความผิดทางอาญาไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการไขปัญหาตรงนี้ได้ ส่วนความผิดทางการเมืองจะมีประเด็นอะไรบ้าง ใครคิดอย่างไรก็ให้เสนอมาเพื่อพิจารณาร่วมกัน

 ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ของไทยรักไทยและสมาชิก 109 ของพรรคพลังประชาชน ที่เขาไม่ได้มีความผิดทางอาญาก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอเข้ามาได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขามีสิทธิ์เสนอมา ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เสนอมาได้ทั้งหมด ส่วนข้อยุติจะเป็นอย่างไรก็ต้องมาทำความเข้าใจ เหตุผลและหลักการ ข้อกฎหมายก็มาคุยกันอีกครั้ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่านายพีรพันธ์ พาลุสุข ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เสนอว่าควรจะมีการยกเลิกเรื่องต่างๆทั้งหมดเพราะหลังการรัฐประการ 19 กันยายน เป็นกระบวนการทางการเมืองทั้งหมด ทั้งเรื่องของ คตส.หรือคดีความต่างๆ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คงจะไปสรุปอย่างนั้นไม่ได้

 เมื่อถามว่าในส่วนของคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงที่มีคดีอาญาทั้งสองฝ่ายจะปรองดองกันได้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรอบต้องเอาตัวระบบเป็นหลักก่อน ถ้ามาแก้ไขเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มบุคคลแต่ไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้นก็คงไม่ทำ ดังนั้นต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าระบบดีขึ้นอย่างไร และเป็นไปได้ว่าในที่สุดก็ต้องกลับไปถามประชาชน เพราะมีการพูดกันว่าในประเด็นที่ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันสูงก็ต้องใช้กระบวนการไปสอบถามประชาชน ส่วนจะทำในรูปแบบใดนั้นยังไม่ลงรายละเอียด ตอนนี้ต้องเปิดกว้างเอาทุกข้อเสนอมาวางบนโต๊ะ

 "ผมจะไม่ยึดประโยชน์ของกลุ่มคนแต่จะยึดประโยชน์ของส่วนรวม และทุกอย่างที่จะทำต้องมีเหตุผลและตอบคำถามได้ ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ควรทำ สิ่งที่ต้องการในขณะนี้คือข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับระบบและการปฏิรูปการเมืองก็สามารถเสนอมาได้ จะได้นำมาพิจารณากันบนโต๊ะ ไม่ไปพูดในลักษณะคนละทีแล้วเก็บไปเป็นเงื่อนไขในการสร้างความขัดแย้งในบ้านเมือง"นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยัน 

 เมื่อถามว่าได้กำหนดเวลาหรือไม่ว่าจะได้ใช้เวลาเท่าไหร่กระบวนการจึงจะสำเร็จ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆที่คุยกันไว้ 2 สัปดาห์ก็ควรต้องพร้อม จากนั้นก็มาดูว่าหลังจากนั้นประเด็นมีความซับซ้อนมากน้อยแค่ไหน และกระบวนการควรเป็นอย่างไรต่อไป ที่ผ่านมารัฐบาลก็พยายามให้องค์กรที่มีความเป็นกลางดำเนินการแต่ไม่ได้รับการยอมรับ

 อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสถาบันพระปกเกล้าที่จะให้มาเป็นตัวกลางในกระบวนการปฏิรูปการเมือง ก็ยังไม่ได้ตัดทิ้งไป เมื่อเช้า( 20 เม.ย.) ก็เพิ่งคุยกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาสถาบันพระปกเกล้าว่ายังไม่ได้ทิ้งไป เพียงแต่ตอนนี้ได้เร่งให้พรรคการเมืองมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะเอาอย่างไร

 ผู้สื่อข่าวถามว่าในทางกลับกันระหว่างที่นายกรัฐมนตรีต้องการสร้างความสมานฉันท์แต่ทั้งโฆษกพรรคประชาธิปัตย์และโฆษกส่วนตัวกลับมีท่าทีตรงข้ามจะแก้ปัญหาอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในการประชุมพรรควันนี้ก็จะพูดกันอีกครั้ง และตนก็เพิ่งโทรศัพท์ไปบอกว่าให้ระมัดระวังในการให้สัมภาษณ์

 เมื่อถามว่าถ้าทุกอย่างเรียบร้อยจะนำไปสู่การยุบสภาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว วันนี้ต้องมาดูกระบวนการกันก่อว่าจะแก้ไขอย่างไร เรื่องการยุบสภาจะไหตอบล่วงหน้าไม่ได้ เพราะเป้าหมายคือการมาแก้ไขที่ตัวระบบจึงต้องเอาเรื่องนี้เป็นหลักก่อน หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 ผู้สื่อข่าวถามว่าคาดว่าจะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้เมื่อไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เหลือในเรื่องการคลี่คลายคดีความบางอย่าง รวมทั้งการใช้กลไกบางอย่างที่จะไปพูดคุยเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านนี้ขอเวลา ซึ่งตนคิดว่าอีกไม่นาน อีกไม่กี่วัน เมื่อถามถึงการดำเนินการกับแกนนำ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของแกนนำคดีเหล่านี้ก็ไม่สามารถจบลงในช่วงนี้ได้ คดีก็ต้องเดินของมันต่อไป

 ต่อข้อถามว่าดูเหมือนขณะนี้รัฐบาลไล่ล่าตามจับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่ต่างจังหวัด ทั้งที่พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ครอบคลุม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้อาศัยอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อถามย้ำว่าแต่ดูเหมือนรัฐบาลจงใจจะจับกุมฝ่ายค้านให้เข้าคุกทั้งหมด นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ยืนยันว่าไม่มีเรื่องของการไล่ล่า ไล่รุกทางการเมือง เพียงแต่ใครก็ตามที่มีส่วนก่อความไม่สงบก็มีความผิดทางอาญา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ยิ่งชัดเจนว่าเป็นความผิดทางอาญาเท่านั้นถึงจะไปดำเนินได้ ตนต้องการให้เห็นชัดว่าการทำความผิดทางอาญากับการทำความผิดทางการเมืองไม่เหมือนกันแน่นอน

 "ผมได้ให้นโยบายไว้ชัดเจนว่าเรื่องการเมืองและการแสดงความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองนั้นทำได้ แต่ความผิดทางอาญาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่มีใครสามารถที่จะอ้างเหตุผลทางการเมืองไปทำความผิดทางอาญา เช่น ไปยุยงให้เกิดความรุนแรงนั้นทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองจะไม่มีทางสงบ"นายกรัฐมนตรีกล่าว

 เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นเรื่องให้ดีเอสไอตรวจสอบ กรณีการดำเนินการสลายการชุมนุมของรัฐบาลและทหาร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่กังวล การตรวจสอบสามารถทำได้ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นอำนาจของดีเอสไอหรือ เปล่า เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ยังนำเรื่องทหารยิงประชาชนระหว่างการชุมนุมไปขยายความในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เคยเห็นว่านำรูปไปแสดง รัฐบาลก็ชี้แจงแล้ว และคิดว่าขณะนี้ต่างประเทศก็มีความเข้าใจดีระดับหนึ่งแต่ก็จะมีการชี้แจงต่อเนื่อง

 “ชวรัตน์”หนุนแก้รธน.-นิรโทษกรรมสร้างสมานฉันท์ 
 
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะการแก้ไขมาตราที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรมให้กับกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง

 ทั้งนี้ เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของการนิรโทษกรรมจะทำให้สถานการณ์เบาลง เพราะเป็นทางที่นำไปสู่ความสมานฉันท์ ความสันติสุข และความสามัคคี อย่างไรก็ตาม ตนเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ ที่ระบุว่า ในการแก้กฎหมายควรแยกเรื่องความผิดทางคดีอาญา กับเรื่องทางการเมืองออกจากกัน

 เมื่อถามว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มไม่เห็นด้วย เช่น กลุ่มพันธมิตรฯ นายชวรัตน์ กล่าวว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คนส่วนรวมไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่คนใดคนหนึ่ง

 “ชวรัตน์”เผย เสื้อแดงบุก มท.เสียหายแค่หลักแสน

 นายชวรัตน์ กล่าวถึงการประเมินความเสียหายภายในกระทรวงหมาดไทย หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงบุกเข้ามายังกระทรวงฯ เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า มีความเสียหายเล็กน้อย คิดเป็นเงินแค่หลักแสนบาทเท่านั้น ส่วนการรักษาความปลอดภัยกระทรวงหมาดไทยหากถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมสำคัญๆ เช่นกรณีที่นายกรัฐมนตรีแถลงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น รมว.มหาดไทย กล่าวว่า จะจัดให้ดีขึ้น

พท.ออกแถลงการณ์เรียกร้องรธน.40

 เมื่อเวลา 13.00 น . คระกรรมการบริหารพรรคและแกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะประธานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าว
 
 ภายหลังการประชุมซึ่งที่ประชุมพรรคได้มีมติออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เกี่ยวกับท่าทีของพรรคเพื่อไทยต่อกรณีการสลายการชุมนุมเรียกร้องประธิปไตยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการหรือ นปช.โดยมีเนื้อหาดังนี้
 
 “แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย จากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของรัฐบาลต่อประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน 2552 ซึ่งทำให้มีการเสียชีวิต สูญหายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมากนั้น พรรคเพื่อไทยมีความห่วงใยในสถานการณ์และขอแสดงจุดยืนในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญดังนี้
 
 1. พรรคเพื่อไทยขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย ผู้บาดเจ็บและผู้ได้รับความเสียหายจาการสลายการชุมนุมของรัฐบาลและทหาร
 
 2. พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงและการกระทำที่ผิดกฎหมายในการแก้ไขปัญหาต่างๆทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการสลายการชุมนุมที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบจากการใช้กำลังในการสลายการชุมนุม เช่น การใช้กำลังทหารและอาวุธยุทธโธปกรณ์ทางสงครามกับประชาชนผู้ชุมนุมมือเปล่า โดยไม่เลือกใช้วิธีการที่นุ่มนวลและให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอนก่อน
 
 3. พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องจากบุคคลที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริงให้มีการไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเป็นธรรม และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนให้การเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติ
 
 4. พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการแก้วิกฤตการเมืองที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน จะต้องแก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา คือ การที่ประเทศไทยขาดไร้ซึ่งประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
 
 5. พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้เกิดกระบวนการสร้างความปรองดองแห่งชาติอย่างแท้จริง และมีความเห็นว่าความปรองดองแห่งชาติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยสามารถสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและใช้หลักนิติธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง โดยพรรคเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับ พ.ศ. 2540 มาบังคับใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2550 ที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารยึดอำนาจโดยทหารในปี พ.ศ. 2549 
 
 ด้านนายพีระพันธ์ กล่าวว่า พรรคขอเรียกร้องให้รัฐบาลนำรัฐธรรมนูญปี 40 ที่มาจากประชาชน และถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดกลับมาใช้ จากนั้นให้คืนอำนาจให้กับประชาชน โดยการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคจะเสนอที่ประชุมสภาในวันพุธ 22-23 เมย.ให้พิจารณาเรื่องนี้ด้วย

เด็กพท.หนุนใช้สภาแก้ปัญหาวิกฤติการเมือง

นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย ที่จะใช้สภาเป็นเวทีองค์ความรู้ร่วมกัน ในการแก้ปัญหา มิฉะนั้น จะเดินไปไม่ได้ โดยเฉพาะจะต้องดูถึงกระบวนการยุติธรรม จากรัฐธรรมนูญปี2550 มีความยุติธรรมหรือไม่ เพราะเป็นมูลเหตุของปัญหาต่าง ๆ และมีสองมาตรฐาน จนเกิดการไม่ยอมรับรวม

"พีรพันธุ์"หนุนนิรโทษกรรม

 นายพีรพันธุ์ ยังให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ ให้พรรคการเมืองทุกพรรคสรุปประเด็นปัญหาในรัฐธรรมนูญว่า มีประเด็นใดบ้างเพื่อนำมาพิจารณาขอฉันทามติจากสังคม ก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปว่า พรรคเพื่อไทย จะเสนอต่อรัฐบาลให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ แต่จะนำมาทั้งฉบับหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเจรจาของพรรคการเมืองทั้งหมด

 ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย ยังยืนยันที่จะให้มีการแก้ไขประเด็นทางการเมือง เช่น มาตรา 237 ที่ระบุโทษให้ยุบพรรคการเมือง มาตรา 190 ว่าด้วยการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ที่ทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ เรื่องอำนาจขององค์กรอิสระ ที่วันนี้กลายเป็นองค์กรพิเศษ มีอำนาจในการล้มล้างรัฐบาลได้ รวมไปถึงระบบการเลือกตั้งด้วย

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคเพื่อไทยจะเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 309 ด้วยหรือไม่ นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า จะต้องมีการยกเลิกมาตรา 309 ที่รับรองการกระทำตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว 2549 แต่ที่นิรโทษกรรมแล้วก็ให้นิรโทษกรรมไป แม้จะยกเลิกมาตราดังกล่าว ก็จะไม่มีผลลงโทษย้อนหลัง

 นายพีรพันธุ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ส่งสัญญาณการนิรโทษกรรม ว่า เชื่อว่า จะสามารถผ่อนคลายความตึงเครียดของบ้านเมืองลงได้ เพราะต้นตอปัญหามาจากเรื่องของการเมือง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยหลังจากการยึดอำนาจ มีการตั้งองค์กรเพื่อแก้ไขกฎหมายเอาผิดกับบุคคลกลุ่มตรงข้าม ซึ่งพรรคเพื่อไทย จะหยิบยกประเด็นดังกล่าว พูดคุยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในคราวเดียวกัน

"พายัพ"กระทุ้งรัฐจริงใจแก้ปัญหายึดปท.เป็นหลัก

นายพายัพ ชินวัตร แกนนำพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานภาคอีสาน กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรี ระบุพร้อมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนิรโทษกรรม เพื่อยุติความขัดแย้งว่า ถ้าเอาความสามัคคีเป็นที่ตั้ง เพื่อให้เกิดความปรองดอง หรือจะให้นิรโทษกรรม หรือตั้งรัฐบาลใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ และให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าครบทั้งหมดก็น่าจะทำได้

 "แต่วันนี้ ขอถามว่า ยกเหตุผลเพื่อให้เกิดความปรองดอง เป็นที่ตั้งเพียงอย่างเดียว จะไปปรองดองกับใคร ถ้ามีข้ออ้างเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหา แต่ที่สำคัญต้องขอความจริงใจ ในการแก้ไขปัญหา และเอาประโยชน์ของประเทศเป็นหลักด้วย" นายพายัพ กล่าว

"จาตุรนต์"ค้านแก้ รธน.นิรโทษกรรม

เมื่อเวลา 14.00 น.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เปิดแถลงข่าวหัวข้อ ” หลีกเลี่ยงไม่ให้วิกฤติบานปลาย ” ว่า แม้การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะถูกสลายไปแล้ว แต่เชื่อว่าวิกฤตทางการเมืองจะยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะการสลายการชุมนุมโดยทหารนั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ

 นายจาตุรนต์ กล่าวว่า รัฐบาลควรตั้งกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือขี้นมาตรวจสอบการกระทำทั้งหมด หากพบว่าผู้ใดกระผิดตั้งแต่เจ้าหน้าที่รัฐ - นายกฯก็ต้องดำเนินคดีลงโทษเพื่อที่จะขจัดความหวาดระแวง ให้เกิดความเป็นธรรม และไม่ให้การสลายการชุมนุมครั้งที่ผ่านมาเป็นบรรทัดฐานการสลายการชุมนุมของประชาชนในครั้งต่อๆไปที่น่าจะเกิดขึ้นอีกมาก หากใช้วิธีนี้ต่อไปจะมีความเสียหายอย่างไม่สิ้นสุด

 นายจาตุรนต์กล่าวว่า ขอเสนอว่า 1. รัฐบาลต้องหยุดไล่ล่าปราบปรามเกินความจำเป็นอย่างที่เป็นอยู่โดยเฉพาะในต่างจังหวัด เพราะคนปิดถนนและสนามบินต่างจังหวัดในคราวที่พันธมิตรฯชุมนุมนั้นยังไม่มีการตั้งข้อหา แต่คราวนี้นายกฯบิดเบือน โดยการออกหมายจับนั้นต้องมาจากศาล แต่กรณีข้างต้นแม้แต่การตั้งข้อหายังไม่มีเลย นายกฯจะอ้างว่ารอหลักฐานนั้น มันไม่มีเหตุผล เพราะกรณีคนเสื้อแดงแค่มีภาพถ่ายก็ตั้งรางวัลนำจับแล้ว 2. รัฐบาลต้องหยุดควบคุมและแทรกแซงสื่ออย่างน่าเกลียด  เเละควรให้โอกาสให้ฝ่ายอื่นๆใช้สื่อบ้าง วันนี้ รัฐบาลปิดสื่อที่ไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย แต่ปิดสื่อที่เสนอความจริงเเละความเห็นที่ไม่ตรงกับรัฐบาล

 นายจาตุรนต์ กล่าวว่า  3. รัฐบาลต้องยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที เพราะมีแต่โทษ ไม่มีประโยชน์ รัฐบาลบอกว่า ตอนนี้ยังมีการชุมนุมอยู่ และจำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้ หากมีข้ออ้างแบบนี้ แสดงว่ารัฐบาลต้องใช้พ.ร.ก.ฉบับนี้ตลอดไปและต้องประกาศพื้นที่ควบคุมทั่วประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่มีทางแก้ปัญหา และควรใช้กฎหมายปกติ รวมทั้งเคารพยินยอมการชุนุมโดยสันติที่ไม่ถือว่าเป็นความวุ่นวาย

 ส่วนกรณีที่นายกฯบอกว่าจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยไม่รวมคดีอาญานั้น นายจาตุรนต์กล่าวว่า นายกฯพูดเรื่องนี้โดยความตั้งใจจริงที่จะแสดงความต้องการนิรโทษกรรมให้พันธมิตรฯ และไม่ใช่ต้องการแก้ปัญหาการเมืองโดยแท้จริง ตนรับความไม่ยุติธรรมจากการรัฐประหารและอำนาจเผด็จการมาแล้ว ขอแสดงความเห็นว่ายังไม่ควรนิรโทษกรรมแก่ผู้ใดในตอนนี้ การนิรโทษกรรมหรือไม่นั้นควรได้รับการพิจารณาหลังแก้รัฐธรรมนูญและเลือกตั้งใหม่ไปแล้ว โดยมอบให้รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณา

 "ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งหากจะนิรโทษกรรมเพื่อให้ทุกเรื่องเจ๊ากันไปเพราะมันทำลายหลักนิติธรรมของประเทศ พันธมิตรฯทำผิดกฎหมายร้ายแรงและทำประเทศเสียหาย แล้วจะนำมารวมกับนักการเมืองที่โดนกฎหมายเผด็จการทำลายนั้นไม่ได้ ส่วนคนเสื้อแดงนั้นไม่ได้ทำผิดร้ายแรงเท่าพันธมิตรฯ แม้คนบางส่วนไปทำผิดกฎหมายที่ต้องพิสูจน์โดยนิติวิทยาศาสตร์และต้องตัดสินตามข้อเท็จจริง"

 ส่วนกรณีที่นายกฯบอกว่าจะให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น นายจาตุรนต์กล่าวว่า นายกฯไม่ต้องรีบพูดก็ได้ วันนี้นายกฯควรจัดการเรื่องการสลายการชุมนุมและยกเลิกพ.ร.ก.ก่อนดีกว่า ไม่ใช่นำเรื่องนี้มากลบกระแส เพราะการแก้รัฐธูรรมนูญนั้น หากจะดำเนินการก็ต้องหารือร่วมกัน ตนเชื่อว่าหากรัฐบาลและรัฐสภาเป็นผู้แก้นั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ใดๆเพราะทุกฝ่ายย่อมจะแก้ไขให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ฝ่ายที่เห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็อยากให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ แต่กลุ่มพันธมิตรฯคงไม่เห็นด้วย ฉะนั้นทุกฝ่ายควรหารือด้วยความจริงใจ ไม่ใช่นำรัฐธรรมนูญมากลบกกระแสเรื่องราวในวันนี้ หรือจะแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราไปก่อนเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุดแล้วค่อยมาหารือร่วมกันในการเเก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ได้

กกต.พร้อมร่วมแก้รธน.ในสภาเพื่อส่วนรวม

 นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าในส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องฟังเสียงประชาชนและแก้เท่าที่จำเป็น อย่าแก้ไขเพื่อช่วยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งที่ต้องปรับปรุงมีมากมาย แต่ต้องให้เกิดความเป็นธรรม ซึ่งกกต.พร้อมมีส่วนร่วมในการแก้ไข ส่วนเรื่องการแก้ไขกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ถูกตัดสิทธิ ขอให้เป็นเรื่องที่สภาฯจะตัดสินใจ

 อย่างไรก็ตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะสามารถทำให้เกิดความสงบได้หรือไม่ก็ขึ้นกับประชาชน เพราะปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดความวุ่นวายส่วนหนึ่งมาจากประชาชนถูกยุยง ปลุกปั่น ให้เข้าไปร่วม ดังนั้นถ้าประชาชนมีจิตสำนึก และรู้ว่าอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความวุ่นวาย มีการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ก็จะสามารถแยกแยะได้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายอภิชาตให้สัมภาษณ์แล้วก็กลับไปยังห้องทำงานและเดินกลับมาหาผู้สื่อข่าวอีกครั้งพร้อมกับนำสำเนาหนังสือพิมพ์ของบรูไนที่ประธานกกต.ได้นำกลับมาในช่วงระหว่างที่เดินทางไปบูรไน ขณะประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ขึ้น โดยเนื้อหาและภาพในหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ปรากฎข่าวและภาพสุลต่านบูรไนเสด็จมาร่วมประชุมอาเซียนที่พัทยา ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ก็มาเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย ส่งผลภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกับประเทศไทยไม่

 ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า ให้พรรคการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องไปหารือกัน ว่าจะมีประเด็นใดที่ต้องแก้ไข แต่ส่วนตัวเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศขณะนี้ไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากความขัดแย้งทางความคิด รวมทั้งการแก้ไขปลดล็อคให้กับคนบ้านเลขที่ 111 ซึ่งก็อยู่ที่พรรคการเมืองว่าเห็นเป็นปัญหาหรือไม่ ทางกกต.คงไม่เข้าไปยุ่ง อย่างไรก็ตามเห็นว่าหากเรายึดขั้นตอนทางกฎหมายก็ไม่น่าจะมีปัญหา ให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย อย่าใช้วิธีการนอกสภา แต่ต้องทำให้กฎหมายสามารถบังคับใช้ได้

 ส่วนการจะแก้ไขมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการยุบพรรค นายประพันธ์ กล่าวว่า ถ้านักการเมืองเห็นว่าเป็นปัญหาก็ปรับปรุงกันไป แต่มาตราดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองเข้าไปรู้เห็นเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้ง

 นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า ขณะนี้ต้องรอดูก่อนว่ารัฐบาล พรรคการเมืองจะเสนอแก้ไขในประเด็นใดอย่างไรบ้าง และหลังจากรัฐบาลได้รวบรวมแล้วคงจะสอบถามมายังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกกต.ว่ามีประเด็นใดที่จะแก้ไขบ้าง ทั้งนี้หากมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส.ส.ว. ก็อยากให้คำนึงถึงกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน เช่น ในกรณีการนับคะแนนที่การเลือกตั้งระดับชาติจะนับที่หน่วยเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งท้องถิ่นจะนับที่สถานที่นับคะแนนรวม ซึ่งทำให้ประชาชนสับสน

 ส่วนเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคทางกกต.ยังไมได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ แต่นโยบาย กกต.ก็อยากเห็นพรรคการเมืองเข้มแข็งสร้างจุดสมดุล อะไรที่จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งได้กกต.พร้อมจะสนับสนุน รวมถึงการคุ้มครองพยานที่มาให้ข้อมูลกับกกต.เพราะที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายคุ้มครองพยานเหมือนคดีอาญา ทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ

 อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือนับแต่กกต.ชุดนี้เข้ามาจัดการเลือกตั้งปัญหาที่สำคัญคือการซื้อสิทธิขายเสียง ดังนั้นการจะแก้ไขกฎหมายก็ควรมีการคำนึงเรื่องดังกล่าวเพื่อให้การซื้อสิทธิขายเสียงลดน้อยลงไป

 “การแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากขอความร่วมมือมาทางสำนักงานก็พร้อมนำเสนอกกต.ทั้งนี้ประเมินว่าเบื้องต้นรัฐบาลน่าจะขอความเห็นจากพรรคการเมืองก่อนเมื่อได้แนวทางใดแนวทางหนึ่งแล้ว ก็น่าจะสอบถามมายังกกต. แต่ขณะนี้เราคงยังไม่เสนอไปก่อน ” นายสุทธิพล กล่าว

"สุริยะใส"เตือนนิรโทษกรรมสร้างความแตกแยกรอบใหม่

 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวว่า แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยพ่วงประเด็นนิรโทษกรรมให้นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองนั้น นอกจากสร้างความสมานฉันฑ์ไม่ได้แล้ว ยังจะเพิ่มความขัดแย้งทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
 นายสุริยะใส อ้างว่า  ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ไปไกลกว่าประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ประการสำคัญการปฏิรูปการเมืองด้วยการตั้งธงนิรโทษกรรมผู้ที่มีคดีการเมืองนั้นจะทำให้ประชาชนหวาดระแวง และรู้สึกว่ากระบวนการปฏิรูปการเมืองมีวาระซ่อนเร้น หรือเป็นการไกล่เกลี่ยผลประโยชน์ในหมู่นักการมืองด้วยกันเท่านั้น โดยเฉพาะวิธีการที่ให้แต่ละพรรคการเมืองไปทำประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญมาภายใน 2 สัปดาห์นั้นเป็นกระบวนการที่กลับหัวกลับหาง

 "อย่าลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากกระบวนการมีส่วนร่วมและการลงประชามติของประชาชน ถ้ากระบวนการปฏิรูปการเมืองไม่ได้เริ่มต้นจากประชาชนและสังคมไม่มีทางประสบความสำเร็จ เพราะนักเลือกตั้งไม่มีวันเห็นด้วยกับการถูกปฏิรูป ผมเป็นห่วงว่าวิธีการแบบนี้กำลังจะผลักประชาชนและสังคมออกจากกระบวนการปฏิรูปในที่สุด แม้ผมจะเชื่อในเจตนาดีของท่านนายกฯที่ ตั้งใจให้มีการปฏิรูปการเมืองแต่วิธีการแบบนี้น่าจะเกิดจากการถูกบีบและถูกกดดันจากพรรคร่วมมากกว่า"ผู้ประสานงาน พธม.กล่าว

 นายสุริยะใส ยังตั้งข้อสังเกตแนวคิดนิรโทษกรรมเฉพาะคดีการเมืองไม่เกี่ยวกับคดีอาญาว่า ใช้หลักการอะไรมากำหนด เพราะไม่ว่าคดีการเมืองหรือคดีอาญาต่างสร้างผลเสียหายต่อประเทศทั้งนั้น และคดีการเมืองคือการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และในกลุ่มบ้านเลขที่ 111(อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย)  ส่วนใหญ่ในช่วงมีอำนาจหรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็สมรู้ร่วมคิดก่อคดีอาญามาทั้งนั้น เรื่องนี้จะส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างแน่นอน

 นายสุริยะใส ยังเชื่อว่า หากนักการเมืองบ้านเลขที่ 111 และกลุ่ม 109 คน ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ได้รับการนิรโทษกรรมแล้วจะรุกคืบนิรโทษกรรมในคดีอาญาอย่างแน่นอน เพราะหลายคนมีความผิดทั้งคดีการเมืองและคดีอาญา เรื่องนี้แกนนำพันธมิตร คงจะต้องหารือกันเพื่อกำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการต่อไป

แกนนำเสื้อแดงมอบตัวเช้าพรุ่งนี้

หลังศาลจ.ลำพูน อนุมัติหมายจับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงในจ.ลำพูน และเชียงใหม่ คือ นายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และแกนนำคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่ง ในความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน มาตรา 215 และมาตรา 216 ตามประม