
ดีไซน์บ้าน-ดีไซน์ชุมชนอาวุธใหม่อสังหาฯขายบ้านต่ำ2ล้าน
ด้วยแรงบีบจากการแข่งขันของตลาด ขีดความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันติดปากว่า "บ้าน" ของผู้บริโภค รวมถึงการพยายามที่จะควบคุมต้นทุนการก่อสร้างให้อยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ กระทบต่อ "กำไร" น้อยที่สุด
ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ทำโหมดสินค้าขายต่ำกว่า 2 ล้านบาทต้องออกแรงหาช่องสร้างดีไซน์บ้าน-คอนโดใหม่พร้อมกับชูจุดขายชุมชนสีเขียวตอกย้ำแบรนด์เหนือมาตรฐาน !!! เพิ่มทางเลือกลูกค้าในสินค้ากลุ่มเดียวกัน
นายวิทการ จันทวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า จากการที่ได้ทดลองตลาดเปิดขายโครงการ เดอะ พลีโน่ (The Pleno) เอกชัย-กาญจนาภิเษก และ เดอะ พลีโน่ สุขสวัสดิ์ 30 ผ่านการสื่อสารในรัศมีโครงการ เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์และกลางเดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าที่มองหาทาวน์เฮ้าส์ในราคา 1.89-3 ล้านบาท ปรากฏว่าทั้ง 2 โครงการสามารถสร้างยอดขายรวมได้มากถึง 200 ยูนิต มูลค่าประมาณ 480 ล้านบาท คิดเป็น 60% จากการเปิดขายเฟสแรกจำนวนทั้งสิ้น 336 ยูนิต
โดยเดอะ พลีโน่ เป็นการนำจุดแข็งในการพัฒนาทาวน์เฮ้าส์แบรนด์บ้านกลางกรุงและบ้านกลางเมือง ที่เป็นที่ยอมรับมาต่อยอดเป็นโปรดักส์ใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มแมสมากยิ่งขึ้นภายใต้แนวคิด “บ้านเย็น” ซึ่งจากยอดขายที่เกิดขึ้นถือว่า เดอะ พลีโน่ เป็นสินค้าโมเดลใหม่ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด
ปัจจุบันได้เปิดบ้านตัวอย่างให้ลูกค้าได้เข้าชมบ้านจริงสเปกจริง ภายใต้หลักในการทำงาน “มาตรฐานระดับบ้าน AP” ทั้งในเรื่อง 1.มาตรฐานด้านการก่อสร้าง เช่น การสร้างผนังกันระหว่างยูนิตสูงจรดหลังคา ด้วยแผ่นพรีแคสท์คอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อให้การอยู่อาศัยปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 2.มาตรฐานการเลือกใช้วัสดุ ที่ต่างจากสินค้าในโหมดราคาเดียวกัน 3.มาตรฐานด้านการดีไซน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม เพื่อให้เกิดฟังก์ชั่นใหม่ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ผ่านแนวคิด “บ้านเย็น” และ 4. มาตรฐานในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วนสมบูรณ์สำหรับการอยู่อาศัย เช่น ระบบ Double Gate Security ทางเข้า 2 ชั้น พร้อมระบบบัตรผ่านเข้า-ออก คลับเฮ้าส์และสวนส่วนกลาง
“การทำงานในตลาดกลุ่มนี้แม้เราต้องควบคุมต้นทุนค่าก่อสร้าง เพื่อทำให้ราคาขายเป็นราคาที่ตลาดรับได้ แต่ก็ให้ความสำคัญในการเลือกวัสดุ และให้ความสำคัญในการพัฒนาผนังกันระหว่างยูนิต หรือเรื่องความสบายในการอยู่อาศัยด้วยการติดฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา ร่วมกับการทำงานที่ควบคุมมาตรฐาน” นายวิทการกล่าวเสริม
บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือเพอร์เฟค เป็นอีกรายที่มีส่วนร่วมในการดีไซน์ชีวิตคนเมืองผ่าน "คอนโด" สินค้าต่ำกว่า 2 ล้านบาท เช่น โครงการเมโทร สกาย สุขุมวิท คอนโดเมืองระดับเอ็กซ์คลูซีฟ (EXCLUSIVE) ที่เชื่อมต่อชีวิตคุณกับ Modern City Living ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่แพ้คอนโดระดับไฮเอนด์ เริ่มต้นที่ 1.86 ล้านบาทต่อยูนิต ด้วยเงินจอง 4,999 บาท พร้อมรับ 3 แพ็กเกจหรูเพื่อชีวิตทันสมัยด้วยพรีเมียม แพ็กเกจระดับโรงแรม 5 ดาว, เมโทร แพ็กเกจ ตกแต่งครบครัน ทันสมัยและอินโนเวทีฟ แพ็กเกจ (Innovative Package) ระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูง เป็นต้น ส่วนไอคอนโด 3 ทำเลที่สุขุมวิท 105, งามวงศ์วาน และสุขาภิบาล 2 นั้น ไม่ว่าลูกค้าจะเลือกใช้ไอคอนโด สไตล์ไหนก็ผ่อนเริ่มที่ 3,500 บาทต่อเดือน หรือราคาเริ่มล้านต้นๆ พร้อมเฟอร์นิเจอร์และส่วนลดเพิ่ม 1 หมื่นบาท
ส่วนเจ้าพ่อคอนโดราคาถูก บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN พัฒนาโครงการ และออกแบบห้องชุดให้สอดคล้องกับชีวิตคนเมือง เน้นความสะดวกสบายใกล้ศูนย์กลางการค้าและคมนาคม โดยสอดคล้องกับความต้องการมีบ้านหลังแรกในราคาที่เป็นเจ้าของได้ ซึ่งแม้จะมีการขยับไซส์ลงมาก็ยังสามารถคงความครบครันของประโยชน์ใช้สอย โดยมุ่งเน้นคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งยังมีพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่แต่ละครอบครัวสามารถมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ในสังคม "ลุมพินี" ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาชุมชนที่น่าอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญมาโดยตลอด ส่วนเรื่องของขนาดก็กลายเป็นเรื่องรองในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย เพราะปัจจุบันคอนโดมิเนียมขนาดเล็ก คือคำตอบสำหรับการใช้ชีวิตในเมือง
สมัยก่อนห้องชุดพักอาศัยขนาด Studio แบบ 40 ตร.ม.ถือว่าเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับ ด้วยข้อจำกัดของธุรกิจ และเจาะกลุ่มลูกค้าจากเช่ามาเป็นซื้อ ก็ขยับออกแบบให้เล็ก แต่ด้วยแนวคิดที่เริ่มออกแบบห้องชุดพักอาศัยขนาด Studio 30 ตร.ม.พัฒนามาเรื่อยๆ จนได้รับคำนิยมว่าเป็น Product of The Year ในห้องชุดพักอาศัยขนาด 1 ห้องนอน แบบ 26 ตร.ม. กระทั่งล่าสุด การพัฒนาห้องชุดได้กลายพันธุ์สู่รูปแบบ 22 ตร.ม. 1 ห้องนอน แบบมีขนาดเล็ก “จิ๋วแต่แจ๋ว” สอดคล้องกับการใช้งานสามารถปรับเปลี่ยนให้มีพื้นที่ใช้สอยได้หลากหลาย โดยอาศัยความก้าวหน้าของการพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือพวกเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เช่น โต๊ะรับประทานอาหารที่สามารถพับเก็บหรือเปลี่ยนเป็นโต๊ะทำงานได้ หรือ Sofa Bed ที่ใช้สำหรับพักผ่อนในเวลากลางวันและใช้เป็นเตียงนอนในเวลากลางคืน อีกทั้งขนาดและมิติต่างๆ โดยต้องลงรายละเอียดถึงขนาด และตำแหน่งในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ตำแหน่งการเจาะประตู และหน้าต่าง ที่จะไม่ทำให้เกิดความสูญเสียในด้านการใช้พื้นที่ และเส้นทางสัญจร ต้องสั้นที่สุด เสียพื้นที่น้อยที่สุด สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องใช้หลักการออกแบบแบบ Inside-Out จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ปรียา เทศนอก



