ข่าว

 การเมืองว่าด้วยพรรคเล็กและการเดินสาย

การเมืองว่าด้วยพรรคเล็กและการเดินสาย

31 พ.ค. 2554

สองสัปดาห์กว่าๆ ที่การหาเสียงได้ดำเนินมาอย่างเข้มข้น ก็คงจะหนีไม่พ้นการตั้งข้อสังเกตว่าการเดินสายหาเสียงของพรรคใหญ่สองพรรคนั้นมีความน่าสนใจอย่างไร

 ขอเถอะครับ จะให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคตลอดเวลาคงจะยากหน่อย เพราะห้าสิบกว่าพรรคนั้นคงจะยากที่จะกล่าวถึงตลอดเวลา เพราะบางพรรคนั้นน่าจะเริ่มต้นจากการเป็นกลุ่มที่ผลักดันนโยบายหรือกฎหมายให้ได้ก่อน

 คุณมีคนในมือเกินหนึ่งหมื่นห้าพันคน มีเกินสองหมื่นห้า มีเกินห้าหมื่น เคยมีผลงานผลักดันกฎหมายหรือตรวจสอบพรรคการเมืองหรือกระบวนการการเมืองไทยแค่ไหน สรุปว่าลำพังเรื่องแค่นี้ยังไม่เคยทำ แล้วจะมาขอเงินสนับสนุนพรรคการเมืองทำแป๊ะอะไร แล้วยังจะมาบ้าจี้ให้สื่อมวลชนให้ความเป็นธรรม

 ถามสักคำว่าพวกคุณเคยให้ความเป็นธรรมกับสังคมบ้างไหมครับ ในขณะที่เคยมีนักวิชาการอย่างนักเศรษฐศาสตร์การเมือง/เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญอย่าง ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เคยบอกว่าปัญหาของรัฐธรรมนูญไทยฉบับประชาชน (2540) มีปัญหาที่ต้นทุนของการผลักดันให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่บอกว่าจะต้องมีห้าหมื่นชื่อในการริเริ่มกฎหมายหรือตรวจสอบระบบการเมือง เพราะไม่มีใครแบกรายจ่ายของการรวมตัว แต่คำถามนี้ไม่เคยไปถึง กกต. ที่ถามว่าพรรคการเมืองที่จ่ายเงินสนับสนุน เคยทำงานผลักดันประเด็นเหล่านี้บ้างไหม?

 บ่นเรื่องนี้ต่อก็คือ พรรคบางพรรคที่อ้างว่าเป็นพรรคระดับกลางในการเมืองไทย นอกจากนโยบายไม่ชัดเจนแล้ว ยังเป็นพรรคการเมืองเก็งกำไรและโก่งราคาเข้าไปอีก เพราะจากโพลล์ต่างๆ ก็ระบุว่าพรรคเหล่านี้ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ไม่เกินร้อยละห้า ซึ่งหากเข้าเกณฑ์เก่าของรัฐธรรมนูญ 40 พรรคเหล่านี้คงไม่มีโอกาสได้สักเก้าอี้ในปาร์ตี้ลิสต์ล่ะครับ

 มิพักต้องพูดถึงการที่คุณชุมพล ศิลปอาชา ที่รับอาสานำพรรคชาติไทยเก่าในคราบชาติไทยพัฒนา มาลงสู้ศึกที่ยื่นเงื่อนไขในการเข้าร่วมรัฐบาลรอบหน้า (ถ้าทุกคนมีความจำ พรรคนี้จับมือกับภูมิใจไทยก่อนการเลือกตั้งไว้แล้ว) และให้คำนิยามตัวเองว่าเป็น "พรรคผู้ใหญ่" ... หึหึ จะแปลกไปอีกแบบ

 (แต่อย่างน้อยต้องให้เครดิตคุณชุมพลในแง่ผู้ริเริ่มการปฏิรูปการเมืองร่วมกับชาติไทยเมื่อก่อน 40 นะครับ)

 ทีนี้นอกเรื่องมานาน อยากจะพูดเรื่องการเดินสายหาเสียงของพรรคการเมืองบ้าง และขอเน้นไปที่พรรคใหญ่สองพรรค ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและสะท้อนวิวัฒนาการมากมาย เพราะสมัยก่อนนั้นการเดินทางทำได้ลำบาก ขณะที่ในวันนี้มีเครื่องบินและถนนหนทางที่ดีพอที่ทีมงานหาเสียงนั้นจะเดินทางไปในหลายที่

 และเมื่อพิจารณาสองพรรคการเมืองใหญ่ ผมคิดว่ามีวิธีการเดินสายที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน

 หนึ่งคือ น่าสนใจว่าทั้งสองพรรคเดินสายหาเสียง หรือสัญญาว่าจะหาเสียงทุกภาค และสองมีการหาเสียงบ่อยขึ้น

 สองคือ ในการเดินสายหาเสียงนั้น คุณอภิสิทธิ์ย่อมเสียเปรียบคุณยิ่งลักษณ์ เพราะว่ายังเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้นจะลาไปหาเสียงได้ไม่มากนัก (อันนี้ส่วนหนึ่งต้องชื่นชมเพราะคุณอภิสิทธิ์พยายามสร้างธรรมเนียมของการลางาน แต่ก็นั่นแหละครับว่าตกลงลาได้มากน้อยแค่ไหนมีการกำหนดไหมครับ) แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ได้เปรียบเพราะมีกลไกรัฐอยู่ในมือเช่นกัน

 สามคือ ในการเดินสาย ผมยังไม่เห็น theme (ประเด็น) ที่ชัดเจนของ ปชป. คือแน่นอนว่าส่วนหนึ่งทั้งสองพรรคนั้นหาเสียงทั้งในตัวเมืองและในพื้นที่เมืองเล็กๆ ที่คะแนนสูสี แต่สำหรับ พท.นั้นชัดเจนมากกว่า เขามีประเด็น/เรื่องราวในการหาเสียงที่สื่อนำเสนออย่างชัดเจน และถ้าติดตามในยูทูบในที่ต่างๆ (ประเด็นอยู่ที่ภาพลักษณ์ของแต่ละฝ่ายที่ถูกนำเสนอ)

 ได้แก่ การเดินไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละพื้นที่ และการอ้างอิงถึงความผูกพันของคุณทักษิณที่มีต่อพื้นที่ที่ไปหาเสียง เช่นพื้นที่เล็กๆ นี้ ทักษิณเคยมาค้าง และพื้นที่เล็กๆนี้ เป็นที่มาของนโยบายของทักษิณ ไม่ว่าจะร้อยเอ็ด หรือมหาสารคาม เป็นต้น

 การเปลี่ยนกำหนดการหาเสียงเป็นแบบค่ำไหนนอนนั่นก็จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งของการเดินทัพเพื่อชัยชนะของเพื่อไทย หรือการพยายามเน้นไปที่การเดินสายรายจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ของการเดินสายเหมือนกรณีการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้นำของอเมริกา ที่เดินทางเก็บเสียงทีละมลรัฐ และการมีภาพนักการเมืองต่างๆ ขอพรรคที่เคยแข่งขันกันมาร่วมกันช่วยผู้สมัครเบอร์หนึ่งในท้ายที่สุด

 วันนี้แค่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ เชื่อมั่นในนโยบาย หรือเดินทางไปได้หลายที่นั้นไม่พอแล้วในการรณรงค์หาเสียง แต่น่าจะต้องพูดถึงเรื่องราวของการเดินทางหาเสียงที่เหลืออีกสามสิบกว่าวันด้วยครับ