
พลังงาน-พลังใจ
เมื่อปี 1985 เมื่อภาพยนตร์เรื่อง แมดแม็กซ์ ตอน บียอนด์ เดอะ ธันเดอร์โดม ซึ่งนำแสดงโดยเมล กิ๊บสัน และติน่า เทอร์เนอร์ ออกฉายนั้น
ฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนั้นที่ติดตาผู้ชม คือฉากโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากมูลสุกรของโลกในอนาคต ทั้งนี้ นอกจากภาพที่แสดงถึงความสกปรกน่ารังเกียจแล้ว ในตอนนั้นคนทั่วไปยังไม่ค่อยคิดกันถึงเรื่องที่วันหนึ่งโลกจะขาดแคลนพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือการใช้พลังงานชีวภาพและหลายคนคิดว่าเหตุการณ์ในภาพยนตร์เป็นเพียงจินตนาการของผู้สร้างเท่านั้นเอง จนถึงวันนี้ ชาวโลกจึงตระหนักถึงปัญหาเรื่องการขาดแคลนพลังงาน
สำหรับประเทศไทยของเราก็คงเป็นเช่นเดียวกับอีกหลายๆ ประเทศในโลกนี้ คือความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรที่จะนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานลดลง สิ่งที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือ แทบทุกบ้านเรือนของคนไทยในเวลานี้ จะต้องมีเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่าบ้านละ 5-6 ชิ้น นับตั้งแต่ตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เตารีดไฟฟ้า พัดลม เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง จนถึงโฮมเธียเตอร์ ซึ่งรวมแล้วในแต่ละวันมีการใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ โดยยังไม่รวมถึงภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ที่มีความต้องการกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในการผลิตอย่างมหาศาล ในขณะที่การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีแต่ลดน้อยถอยลง รวมทั้งบางแห่งก็มีกระแสต่อต้านจากประชาชนในท้องที่
วันก่อนผมได้ดูสารคดีทางโทรทัศน์เกี่ยวกับหมู่บ้านเกษตรกรแห่งหนึ่งในเยอรมนี ที่ชาวบ้านลงทุนสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าชีวภาพจากมูลสัตว์และขยะในพื้นที่ ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ชาวบ้านมีกระแสไฟฟ้าใช้เอง และประหยัดรายจ่ายไปครอบครัวละประมาณ 1,000 ยูโรต่อปี นอกเหนือไปจากคุณภาพชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะไม่ต้องสูดดมกลิ่นมูลสัตว์และขยะเช่นแต่ก่อน
วิธีการดังกล่าวของหมู่บ้านในเยอรมนีแห่งนั้น เป็นเรื่องที่กลับกันกับประเทศกำลังพัฒนา ที่นิยมโครงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานน้ำจากเขื่อนกั้นน้ำ ถ่านหิน น้ำมัน หรือปรมาณู ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างมหาศาล สิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติ และก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งภัยพิบัติอื่นๆ ที่อาจจะตามมา แต่หากนำแนวคิดของชาวบ้านในเยอรมนีมาเป็นต้นแบบและประยุกต์ใช้ ก็จะเป็นการประหยัดเงินงบประมาณไปพร้อมๆ กับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญไปกว่านั้นก็เป็นการสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีความสามารถในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง และเพิ่มรายได้ไปพร้อมๆ กับลดรายจ่ายในครัวเรือน
ในประเทศไทยเองก็คงจะมีหลายพื้นที่ ที่น่าจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดเล็กของชุมชน ซึ่งใช้พลังงานจากมูลสัตว์ ขยะ หรือสิ่งที่เหลือจากพืชผลเกษตรกรรมมาใช้เป็นพลังงานได้ ทั้งนี้ หากได้รับการแนะนำและส่งเสริมจากรัฐ รวมทั้งการสนับสนุนด้านเงินลงทุนขั้นต้นจากสถาบันการเงิน ก็เชื่อว่าจะเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งในระยะยาวแล้ว หากหน่วยเล็กๆ ระดับท้องถิ่นมีความแข็งแรงทั้งความคิดและเศรษฐกิจ ก็ย่อมจะทำให้ประเทศแข็งแรงตามไปด้วย แต่เรื่องเช่นนี้ รัฐบาลที่ถนัดแต่โครงการเมกะโปรเจกท์มูลค่าหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท คงจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่หรอกครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอบอกต่อข่าวจากกลุ่ม ”สร้างพลเมืองมีคุณภาพ “ของคุณสุชาติ ชวางกูร ที่เดินทางไปเยี่ยมเยียนพี่น้องทหารหาญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่บาดเจ็บเป็นประจำ และได้พบกับ ร.อ.มานพ พันธ์สะโม ซึ่งสูญเสียขาทั้งสองข้างจากการเหยียบกับระเบิดที่ อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อปี 2551 แม้จะได้รับการบริจาคขาเทียมมาแล้ว แต่ปัจจุบันอุปกรณ์บางอย่างได้ขำรุดไป ทำให้ต้องหาขาเทียมอันใหม่ที่สามารถยืดหยุ่นในการเดินและการทรงตัวได้ แต่งบประมาณที่ต้องใช้นั้นสูงถึงกว่า 5แสนบาท ท่านที่ประสงค์จะร่วมเป็นพลังใจบริจาคขาเทียมอันใหม่ให้แก่ผู้กองมานพ หรือสมทบทุนในการซื้อขาเทียมดังกล่าว สามารถส่งผ่านทางบัญชี “อรพิน ศิริเกษม เพื่อ ร.อ.มานพ พันธ์สะโม” ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโฮมโปรประชาชื่น หมายเลขบัญชี 378-204711-4 ขอบคุณครับ



