ข่าว

กระจายอำนาจอย่างไรที่รบ.ใหม่ควรทำ

กระจายอำนาจอย่างไรที่รบ.ใหม่ควรทำ

31 พ.ค. 2554

หนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" จัดเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง "การกระจายอำนาจกับรัฐบาลใหม่" โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องและตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมงาน ประกอบด้วย ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์,วิทยา บุรณศิริ ตัวแทนพรรคเพื่อไทย, สานันท์ สุพรรณชนะบุรี นายกสมาคมองค์การ

 "ชำนิ" กล่าวถึงนโยบายการกระจายอำนาจของพรรคว่า มีเรื่องทำ 2 ชุดคือการถ่ายโอนภารกิจสู่ท้องถิ่น และการถ่ายโอนงบประมาณ รวมทั้งการจัดระบบการคลังของท้องถิ่นใหม่ เพราะระบบการคลังของท้องถิ่นที่มีรายได้จากการเก็บภาษีมีน้อยมาก ทำให้คลังท้องถิ่นเดินหน้าไม่ได้ต่อไปถ้าเก็บภาษีในพื้นที่ไหนส่วนกลางต้องแบ่งเงินภาษีรายได้ให้แก่ท้องถิ่นแห่งนั้นด้วย และเห็นว่าการถ่ายโอนภารกิจเต็มรูปแบบต้องปรับโครงสร้างท้องถิ่นให้เหมาะสมกับกำลังของท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย ขณะนี้ทางพรรคได้เตรียมเมืองพิเศษที่ต่างจากเทศบาลและมหานคร เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง 4 เมือง เช่น เมืองสมุย เกาะช้าง แม่สอด และมุกดาหาร แต่ท้องถิ่นบางแห่งที่ไม่พร้อมรับภารกิจ เช่น เรื่องการศึกษา รัฐบาลต้องเข้าไปดูแล

 "ชำนิ" บอกว่า จุดเปลี่ยนการกระจายอำนาจขึ้นกับการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี 2544 ทำให้เกิดลัทธิราชการเข้มแข็ง อ้างความเป็นมือวิชาชีพ ทำให้การกระจายอำนาจการถ่ายโอนภารกิจไม่เกิด จึงต้องปฏิรูปท้องถิ่นรอบสอง และที่ให้นายกฯ เป็นประธาน เพราะไม่ได้เป็นเจ้ากระทรวง สามารถใช้อำนาจตัดสินใจได้ทุกกระทรวง

 ขณะที่ "วิทยา" กล่าวว่า ทางพรรคตั้งใจว่าอีก 2 ปีจะเร่งถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณให้ท้องถิ่นทั้งหมด เมื่อภารกิจไปแล้ว เงินต้องไปด้วย โดยจะดูว่าหน่วยงานดังกล่าวสามารถบริหารได้ด้วยตัวเองหรือไม่ ปัจจุบันพบว่า 7,853 องค์กรปกครองท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต.ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10 ล้าน รัฐบาลควรจัดงบให้ 10 ล้าน เพื่อนำเม็ดเงินไปบริหาร และดูเรื่องภารกิจเชิงสังคม เช่น กระทรวงสาธารณสุข ยก อสม.ให้ท้องถิ่นไปดูแล รวมทั้งการจัดสรรเม็ดเงินลงไป เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระของท้องถิ่น การโอนเม็ดเงิน 1 ใน 3 ของรายได้แผ่นดิน ก็ต้องเร่งทำให้ได้ เพื่อให้ท้องถิ่นนำไปขับเคลื่อน รัฐบาลไม่ควรทำนโยบายที่ขัดขวางการทำหน้าที่ของท้องถิ่น เพราะไปกระทบต่อรายได้ท้องถิ่น เช่น การเก็บจัดภาษี

 ส่วนการโอน 18 ภารกิจ "วิทยา" เห็นว่า ควรทำได้ทันทีเมื่อภารกิจไปรัฐบาลต้องให้เงินและบุคลากรไปด้วย เพราะรายได้จากท้องถิ่นไม่ได้มาจากท้องถิ่นอย่างเดียว กระทรวงมหาดไทยควรไปให้ความรู้เรื่องการตรา หรือจัดเก็บเงิน เพื่อให้ท้องถิ่นได้รู้ว่าเมื่อไรท้องถิ่นควรจะได้สัดส่วนในส่วนที่ควรได้ ส่วนเรื่อง อบต.ยกฐานะเป็นเทศบาล เห็นว่าโครงสร้างปัจจุบันบางแห่งรายได้ไม่สมฐานะ ถ้าเป็นแบบนี้จะทำให้หน่วยงานติดลบ สำหรับเรื่องกฎหมายสำหรับท้องถิ่นที่เข้มแข็ง เช่น เมืองแม่สอด ถ้ามีศักยภาพพอเป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษต้องดูด้วยว่าสามารถทำได้ ถ้าทำได้ก็ควรมีกฎหมายรองรับให้ชัดเจน ถ้าท้องถิ่นบริหารดีประเทศก็จะดีไปด้วย

 ด้าน "สานันท์" บอกว่า รู้สึกสบายใจที่พรรคการเมืองให้ความสำคัญกับท้องถิ่น การถ่ายโอนภารกิจอยากฝาก 2 พรรคที่จะได้เป็นรัฐบาลให้พรรคแกนนำคุมมหาดไทย เพื่อสนองตอบการปกครองท้องถิ่นได้แท้จริง และแผนการกระจายอำนาจต้องดูเป็นส่วนๆ ไป เช่น การโอนขนส่ง ไม่เฉพาะดูเฉพาะอาคารสถานที่เท่านั้น ต้องโอนให้อำนาจการบริการจัดการทั้งหมดให้ด้วย

 "สานันท์" กล่าวว่า การยกฐานะสถานีอนามัยควรให้ท้องถิ่นดูแลเอง เพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ไม่ใช่ทำให้กระทรวงหรือภาคราชการเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมกระจายอำนาจ วันนี้ อบจ.พยายามวิเคราะห์การใช้งบประมาณเพื่อส่งให้ ส.ส. และสื่อดูว่ามีการใช้เงินไปในแต่ละสัดส่วนเท่าไหร่ ใช้เพื่อพัฒนาอาชีพเท่าไหร่ เพื่อสาธารณสุขเท่าไหร่ ผลตอบรับจะอยู่ที่ประชาชนเลือกกลับเข้ามาอีกครั้ง และเมื่อเสร็จการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนี้ ส.ส., ส.ว. และผู้นำท้องถิ่นควรมานั่งคุยกัน เพื่อมากำหนดยุทธศาสตร์จังหวัดที่แต่ละคนสังกัดอยู่ ส่วนเรื่องการโอนเงินเมื่อมีภารกิจให้ท้องถิ่นก็ควรโอนงบให้ด้วย ต้องกล้าตัดสินใจรวมหน่วยงานโดยให้แต่ละหน่วยงานตัดสินใจกันเอง โดยรัฐบาลมีกฎหมายรองรับให้ชัดเจน

 "เวลาเกิดน้ำท่วมท้องถิ่นที่เข้มแข็งต้องเข้มแข็งที่ผู้นำ หลายที่เวลาลงเลือกตั้งเงินหมด 4-5 ล้าน บางแห่ง 10 ล้านก็ได้ แต่เวลาชาวบ้านเดือดร้อน แกงวัวสักตัวยังไม่กล้าทำ เป็นเรื่องแปลก ผิดกับผู้ใหญ่-กำนันเมื่อก่อนกล้าทำเมื่อชาวบ้านเดือดร้อน เดี๋ยวนี้ผู้นำท้องถิ่นไม่กล้าทำ แต่กล้าเดินตามหลัง อบจ. เวลาอบจ.แจกอะไรก็กล้าเดินส่งของ แทนที่จะคิดว่าตอนเลือกตั้งหมดไปตั้ง 7-8 ล้าน เวลาจะแกงวัวสักตัวหรือต้มไข่สักพันสองพันเพื่อทำข้าวห่อให้ชาวบ้านช่วงประสบภัยวิกฤติกลับทำไม่ได้" สานันท์ กล่าว
 
 ส่วน "ศรีราชา" กล่าวว่า การกระจายอำนาจเป็นเรื่องดี แต่ต้องดูความพร้อมของท้องถิ่นมีแค่ไหน เพราะบางแห่งแค่รายได้ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำ การมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านต่างๆ ต้องพร้อมด้วย เช่น เรื่องการศึกษาถ้ามีการกระจายอำนาจในตำบลโรงเรียนหลายแห่งไม่อยากโอนสังกัด อบต. เพราะไม่แน่ใจว่า อบต.จะมีเงินพอจ่ายเป็นเงินเดือนหรือไม่ และเห็นด้วยกับการปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นใหม่ โดยส่วนกลางต้องแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้กับท้องถิ่น เพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่น และเห็นว่าท้องถิ่นมีช่องทางขึ้นภาษีอยู่แล้วไม่ใช่รอรับเงินจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว คนที่จะเข้ามาเพื่อบริหารถ้าเข้ามาบริหารอย่างแท้จริงไม่หวังประโยชน์อื่น จะทำให้เกิดพัฒนาที่ต่อเนื่องจนประชาชนเกิดการศรัทธาและเลือกเข้ามาบริหารอีก