ข่าว

เล็งชงท่อน้ำมัน1.5หมื่นล้านลดช่องว่างค่าน้ำมันเหนือ-อีสาน

เล็งชงท่อน้ำมัน1.5หมื่นล้านลดช่องว่างค่าน้ำมันเหนือ-อีสาน

30 พ.ค. 2554

จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในภูมิภาคอื่นๆ นอกเหนือจากภาคกลางและภาคตะวันออก ส่งผลให้ปริมาณการใช้น้ำมันขยายขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตาม ในส่วนของระบบการขนส่งน้ำมันกลับไม่ได้ปรับปรุง เพื่อรองรับความเจริญเติบโตของประเทศ ย

ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะก่อสร้างระบบขนส่งน้ำมันผ่านท่อเชื่อมต่อจากปลายท่อที่ไปสิ้นสุดอยู่ที่อยุธยา และสระบุรี ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้การดูแลของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด หรือ แทปไลน์

โดยในปัจจุบันนี้โครงข่ายท่อส่งน้ำมันของไทยประกอบด้วย 3 โครงการหลัก คือ 1.ระบบท่อส่งน้ำมันศรีราชา-สระบุรี มีความยาวทั้งสิ้น 255 กิโลเมตร สามารถขนส่งน้ำมันได้ 2.6 หมื่นล้านลิตรต่อปี มีเส้นทางเริ่มต้นจากสถานีส่งน้ำมันต้นทางศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งจะรับน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ คลังน้ำมันของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคลังน้ำมันของบริษัท ชลบุรี เทอร์มินัล จำกัด เพื่อลำเลียงไปยังคลังปลายทางที่อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และที่อ.เสาไห้ จ.สระบุรี โดยมีท่อแยกไปยังคลังบาฟส์ ที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง

2.ระบบท่อส่งน้ำมันอากาศยานสุวรรณภูมิ แทปไลน์ได้ขยายระบบท่อจากคลังน้ำมันลำลูกกาไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะทางประมาณ 38 กิโลเมตร สามารถส่งน้ำมันอากาศยานได้เต็มขีดความสามารถของสนามบิน ในการรองรับผู้โดยสาร 100 ล้านคนต่อปี และ 3.ระบบท่อส่งน้ำมันมาบตาพุด-ศรีราชา แทปไลน์ได้ขยายระบบท่อส่งน้ำมันจากศรีราชาไปเชื่อมต่อยังโรงกลั่นน้ำมันระยอง และโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียม ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีความยาวท่อประมาณ 67 กิโลเมตร สามารถขนส่งน้ำมันได้ประมาณ 7,200 ล้านลิตรต่อปี

ทั้งนี้ โครงสร้างท่อส่งน้ำมันดังกล่าว เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้ว่าจ้างสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ทำการศึกษาวิจัยในการขยายเส้นทางท่อขนส่งน้ำมันให้ครอบคลุมกับความต้องการของประเทศ ซึ่งจากผลวิจัยพบว่าการขนส่งน้ำมันของไทยในขณะนี้ ในพื้นที่ภาคกลาง ตะวันออก และใต้ มีต้นทุนต่ำที่สุด เพราะมีการขนส่งทางเรือ และทางท่อมายังคลังน้ำมันที่สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการน้ำมันมากที่สุด ส่วนภาคใต้มีการขนส่งทางเรือ ซึ่งมีต้นทุนต่ำที่สุด

 อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่มีปัญหาในการขนส่งน้ำมันมากที่สุดจะอยู่ในภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะแนวของท่อส่งน้ำมันในปัจจุบันไปสิ้นสุดอยู่แค่จ.สระบุรี และอยุธยาที่บางปะอิน ซึ่งจากในคลังน้ำมันที่บางปะอินจะต้องใช้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันกระจายไปในทุกจังหวัดในภาคเหนือและอีสาน แล้ววิ่งรถเปล่ากลับทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมาก และยังก่อให้เกิดต้นทุนแฝงในด้านอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติบนท้องถนน การพังชำรุดของถนน และการปล่อยมาพิษตามเส้นทางขนส่ง

 เล็งสร้างท่อน้ำมัน 1.5 หมื่นล.ลดค่าขนส่ง

 ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนการขนส่งทางรถยนต์มาเป็นระบบท่อ เพราะมีประสิทธิภาพมากที่สุด และเกือบทุกประเทศทั่วโลกก็เปลี่ยนมาใช้วิธีนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นการรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่ออัตราจีดีพีเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้น้ำมันในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งคาดว่าในปี 2556 ภาคอีสานจะมีความต้องการน้ำมันถึง 4,127 ล้านลิตร ส่วนภาคเหนือจะมีความต้องการน้ำมัน 3,001 ล้านลิตร ดังนั้น หากไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันที่เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคห่างไกลเกิดความติดขัดได้

 สำหรับผลจากการศึกษาพบว่า การวางท่อขนส่งน้ำมันไปยังภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ จะใช้เงินทุนในการวางท่อและก่อสร้างคลังน้ำมันรองรับจะอยู่ที่ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างระบบท่อ 8,854 ล้านบาท คลังจ่ายน้ำมันขนาดใหญ่ที่พิษณุโลก ลำปาง นครราชสีมา และขอนแก่นมีมูลค่า 4,374 ล้านบาท และอื่นๆ อีก 2,009 ล้านบาท ซึ่งคลังน้ำมันเหล่านี้จะเป็นจุดที่จะผสมเอทานอล และบี 100 เพื่อขายเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ และไบโอดีเซลต่อไป คาดว่าโครงการนี้จะคืนทุนได้ภายใน 7-10 ปี

โดยโครงการนี้สามารถรองรับการเติบโตของประเทศได้ถึง 25 ปี หลังจากนั้นหากมีความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นก็สามารถปรับปรุงเพิ่มแรงดันใช้ท่อเส้นเดิมต่อไปได้ โดยโครงการทั้งหมดจะใช้เวลาก่อสร้าง 6-7 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เพียงพอให้รถบรรทุกน้ำมันที่เคยวิ่งในเส้นทางนี้กว่า 1 หมื่นคัน ปรับตัวไปขนส่งสินค้าอื่น เช่น เอทานอล ไบโอดีเซล และสารเคมีต่างๆ เป็นต้น

 ส่วนหน่วยงานที่รับผิดชอบในการก่อสร้างและเป็นเจ้าของท่อขนส่งน้ำมันนี้ มีอยู่ 2 แนวคิด คือ 1.ให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน ก็เป็นเรื่องที่ง่ายเพราะสร้างต่อจากท่อเดิมได้เลย แต่การประกอบธุรกิจต้องมีผลกำไร ดังนั้นรัฐก็ต้องเสนอผลตอบแทนที่จูงใจพอสมควร เพราะเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ แนวทางที่ 2 รัฐลงทุนเองก็เป็นเรื่องเหมาะสมเพราะเป็นระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน สามารถควบคุมให้ราคามีความเป็นธรรม แต่อาจจะมีปัญหาทางเทคนิคที่ต้องต่อท่อเข้ากับท่อเดิมของเอกชน

 ด้านการก่อสร้างนั้นจะกระทบต่อชุมชนไม่มาก เพราะท่อมีขนาดเพียง 1 ฟุต รวมทั้งจะพยายามเลี่ยงผ่านชุมชนเมืองให้มากที่สุด และก่อสร้างตามแนวถนนและทางรถไฟ เพื่อประหยัดงบประมาณในการเวนคืนที่ดิน ส่วนตรงจุดใดที่ต้องผ่านชุมชนก็จะทำประชาพิจารณ์ ทำผลสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และที่สำคัญจะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้ชุมชนด้วย

 ลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 6.5 หมื่นล.

ทั้งนี้ ผลดีที่ได้จะทำให้ผู้บริโภคน้ำมันในพื้นที่ปลายท่อจะมีราคาไม่ต่างจากกรุงเทพฯ มากนัก จากปัจจุบันที่ต้องซื้อน้ำมันแพงกว่าพื้นที่อื่นประมาณ เช่น หากขนส่งจากสระบุรีไปยังเชียงใหม่ค่าขนส่งประมาณ 1 บาทกว่าต่อลิตร ถ้าผ่านท่อจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า 10-20 เท่า เพราะเป็นระบบอัตโนมัติแทบทั้งหมด ใช้เจ้าหน้าที่ดูแลน้อย

จากผลการคำนวณพบว่า โครงการนี้สามารถลดต้นทุนการขนส่งในภาคอีสานได้ 1,851 ล้านบาทต่อปี ลดการใช้นำมัน 21 ล้านลิตร ในเส้นทางสายเหนือ จะลดค่าขนส่งได้ 1,534 ล้านบาท ลดการใช้น้ำมัน 19 ล้านลิตร ซึ่งหากรวมมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดแล้วภายใน 25 ปีจะช่วยลดค่าใช้ขนส่งทั้งระบบได้กว่า 6.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นลดค่าขนส่งน้ำมันได้ 42,014 ล้านบาท ประหยัดค่าใช้จ่ายทางเศรษฐศาสตร์จากการขนส่งได้ 19,422 ล้านบาท ลดการสูญเสียน้ำมัน 3,416 ล้านบาท และลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุ 301 ล้านบาท รวมทั้งจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 153,211 ตันต่อปี  ซึ่งจะมีการนำแนวคิดนี้เสนอให้กับรัฐบาลใหม่ตัดสินใจต่อไป