
พลังงานใคร ?ควรกำหนด
ผมแสดงความเห็นเกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ผมชอบเรียกว่าโรงไฟฟ้าปรมาณูมา 3-4 หน กล่าวโดยรวมคือ ผมไม่เห็นด้วยกับการที่กระทรวงพลังงานจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนบก หากจะสร้างควรไปสร้างตามเกาะใหญ่ๆ
ในอ่าวไทยโน่น หรือจะให้ดีขอให้รัฐบาลชี้ขาดไปเลยว่าจะสร้างหรือไม่ ชาวบ้านร้านตลาดในจังหวัดเป้าหมายจะนอนตาหลับกันเสียทีแล้ว แต่ก็มีการยุบสภาไปซะก่อน ผมจึงเขียนอีกหนหนึ่งเรียกร้องให้พรรคการเมืองที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งชูนโยบายเกี่ยวกับพลังงานให้ชัดว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเอายังไงกับโครงการนี้..
.
จากนั้นผมก็ตั้งตาอ่านนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ปรากฏว่าส่วนใหญ่มีแต่นโยบายใช้พลังงานกันนั้น โครงการแสนล้านที่พรรคการเมืองระดับบิ๊กแข่งกันหาเสียงนั่น หากทำจริงๆ พลังงานไฟฟ้าที่เรามีทุกวันนี้คงไม่พอป้อนหรอกครับ แล้วก็แปลกตรงที่คิดจะใช้อย่างเดียว ไม่รู้จักคิดหามาทดแทน ไฟฟ้ามันไม่เหมือนเงินนะพ่อมหาจำเริญ หมดแล้วจะได้วิ่งไปกู้ประเทศโน้นประเทศนี้อย่างที่ถนัดทำกันนัก แล้วทุกประเทศเขาก็ต้องมีพลังงานสำรองเหมือนเรานั่นแหละ อีกอย่างการพึ่งประเทศอื่นก็เหมือนยืมจมูกเขาหายใจ เสี่ยงเอามากๆ นะ
มาว่ากันถึงอนาคตของพลังงานไทยกันดีกว่าครับว่าเราจะเอาอย่างไรกันดี ขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจะต้องหมดโลกไม่วันใดก็วันหนึ่ง ก็เหลือ “พลังงานนิวเคลียร์” เป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วว่างั้นเถอะ ปัญหาคือทำอย่างไรจะให้ชาวบ้านร้านตลาดที่หวาดผวาภัยจากนิวเคลียร์ที่ตั้งป้อมค้านลูกเดียว ให้เข้าใจความจริง ที่ผ่านมาชาวบ้านถูกกรอกหูจากเอ็นจีโอว่าหากมีโรงไฟฟ้าแถวๆ บ้านจะพากันเดือดร้อนเพราะอากาศเป็นพิษไปโน่น นี่คืออุปสรรคใหญ่ที่กระทรวงพลังงานจะต้องฟันฝ่าให้พ้น แต่ระดับกระทรวงคงทำอะไรได้ยากหากรัฐบาลไม่เล่นด้วย
โดยเฉพาะคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงคนใหม่ต้องมีความรู้ในเรื่องนี้อย่างกระจ่างแจ้งด้วย ไม่ใช่ดูตามกระแสลมแล้วก็พลิกไปพลิกมาเหมือน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่สวมหมวกสองใบ คือเป็นทั้งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ก่อนยุบสภา คุณวรรณรัตน์เดินหน้าเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เต็มสูบ ขนาดทิ้งวาทะกรรมอมตะเอาไว้ในหูผมว่า “หากไม่เอานิวเคลียร์แล้วจะเอาอะไร” แต่พอมาสวมหมวกหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินหาเสียง คุณวรรณรัตน์บอกว่า “บทเรียนจากญี่ปุ่นสอนให้เรารู้ว่า....พลังงานนิวเคลียร์ไม่มีความมั่นคงด้านความปลอดภัย” ... เอากะพ่อซิ
พลิกลิ้นยังกะพลิกฝ่ามือ หัวผมนะเอียงไปในทางไม่เอานิวเคลียร์ยังเกือบร้องไชโยเลยครับ จนกระทั่งค่ำวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทยเขาเชิญให้ไปพบปะกับบรรดาข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงานที่มี ดร.คุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวง นำทัพอธิบดีกรมต่างๆ มาสังสรรค์เสวนาด้วย ผมจึงจับใจความได้ว่าหากไม่เตรียมการหาไฟฟ้าสำรองเอาไว้ ลูกหลานเราคงต้องเข้าป่าหาฟืนมาหุงข้าวเป็นแม่นมั่น ถึงเวลานั้นอินเทอร์เน็ต หรือบีบีก็คงไม่มีให้เล่น ต้องไปเล่นหมากเก็บหรือทอยสะบ้าเหมือนเด็กชาวเขานั่นทีเดียว
ได้ยินดังนั้นผมจึงเข้าใจแล้วว่า เออ ถึงเวลาที่เราต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซะแล้วกระมัง ไม่ได้ห่วงว่าตัวเองจะไม่ได้เล่นบีบีนะครับ (ฮา) จึงฝากคณะผู้บริหารไปว่า เมื่อจำเป็นอย่างนั้นก็ควรกำหนดแผนในเชิงรุกกันใหม่ ดันเรื่องนี้เสนอรัฐบาลใหม่อีกครั้ง แล้ววางแผนทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ให้เป็นธรรมชาติที่สุด (คำว่าประชาสัมพันธ์เลิกใช้ได้ยิ่งดี) ขณะเดียวกันต้องรีบส่งเจ้าหน้าที่หนุ่มๆ ของกระทรวงไปเรียนรู้ดูงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดีๆ ด่วนที่สุด... รัฐบาลใหม่ไฟเขียวเมื่อไหร่จะได้เดินหน้าเต็มตัวไงครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



