
นโยบายพรรคการเมือง"ทุจริต-คอรัปชั่น"
ปัญหากับการ ทุจริต คอรัปชั่น เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่หลายฝ่ายต้องการเห็นความชัดเจนและแนวนโยบายจากพรรคการเมืองที่จะได้เข้ามาบริหารประเทศ ภายหลังการเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 นี้ การเสวนากรุงเทพธุรกิจ ฟอรั่ม ครั้งที่ 7 จึงจัดขึ้นในหัวข้อ นโยบายพรรคก
ประกอบด้วย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค จากพรรคประชาธิปัตย์, ศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย และ คณวัฒน์ วศินสังวร จากพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ยังมี ไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และเกรียงไกร เธียรนุกูล รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.)
ทั้งนี้ ทุกพรรคการเมืองที่เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้ ต่างเห็นพ้องกับนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น และกรณีการติดสินบนที่กล่าวกันถึงตัวเลขที่สูงเกินกว่า 30% ปัจจุบันว่าจะต้องไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
“พีระพันธุ์” กล่าวอีกด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความชัดเจนในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาได้ดำเนินการในหลายเรื่อง แม้จะยังไม่แล้วเสร็จในขณะนี้ เช่น ยกร่างกฎหมายการยกเลิกอายุความคดีทุจริต ปรับปรุงกฎหมายป้องกันการปราบปรามการทุจริต ตลอดจนการออกกฎหมายการทำสัญญาของหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจที่ผ่านมา พบว่า เด็กมองการทุจริตเป็นเรื่องปกติธรรมดา จึงถือเป็นสัญญาณอันตราย ดังนั้นจึงต้องมีการปลูกจิตสำนึกในสถานศึกษา เพื่อสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งถือเป็นนโยบายของพรรค ส่วนการจะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังนั้น จะต้องร่วมกันทุกฝ่ายทั้งภาคราชการ การเมืองและเอกชน
ส่วน “ศุภชัย” กล่าวว่า สิ่งที่เราควรระวังคือ ทำอย่างไรให้การทุจริตเชิงนโยบายไม่เกิดขึ้น ถือเป็นสาระสำคัญ ต่อมาคือการให้สินบน การรับของขวัญเราต้องช่วยกันรณรงค์ปลูกจิตสำนึก ซึ่งการตรวจสอบของสื่อมวลชนสามารถช่วยได้มาก อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้สื่อนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริง ไม่ใช่แค่ข่าวลือแล้วนำมาเขียน
"คนมักมองนักการเมืองไปในทางลบ แต่ยืนยันได้ว่า นักการเมืองส่วนใหญ่ถ้าไม่มีอุดมการณ์ในการเข้ามาช่วยประเทศชาติก็จะไม่เข้ามาอยู่ตรงจุดนี้ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเองก็มีระบบการตรวจสอบกันภายในอย่างจริงจัง ถือเป็นนโยบายของพรรคด้วย"
“คณวัฒน์” ตัวแทนพรรคเพื่อไทย บอกว่า ทางพรรคยึดนโยบายที่ทำสำเร็จมาก่อน รวมทั้งเรื่องการปราบทุจริตคอรัปชั่นเป็นนโยบายหนึ่งที่เราทำมา วิธีการหรือกระบวนการนั้นไม่มีความซับซ้อน โดยในระดับรัฐจะต้องเปิดกว้างให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการเปิดกว้างด้านข้อมูลข่าวสาร หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างต้องเปิดให้กว้างที่สุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ส่วนภาคประชาชน และสื่อมวลชนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ
“กระบวนการทั้งหมดหากมีความโปร่งใสการแก้ปัญหาน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันสังคมมีการตรวจสอบมากขึ้น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นนโยบายของพรรคที่เปิดกว้างในทุกมิติให้มีการร่วมกันตรวจสอบ”
ด้านข้อเสนอของภาคเอกชนนั้น “เกรียงไกร” กล่าวว่า ภาคเอกชนคุยกันถึงตัวเลขค่าคอมมิชชั่น ซึ่งมีตั้งแต่ 3%, 10%, 30% และมีรายงานเข้ามาถึงตัวเลขที่มากกว่านั้น ซึ่งคิดว่ากำลังลุกลามไปกันใหญ่ จึงเห็นว่าควรที่จะต้องตัดวงจร โดยการจับมือร่วมกันของภาคเอกชนจัดตั้งเป็นภาคี เป็นแนวหน้าในการประกาศว่าจากนี้ไปเราจะไม่ให้ และไม่จ่ายอีกต่อไป
“เราไม่ต้องการวัดผลความสำเร็จด้วยการได้โปรเจกท์ใหญ่ๆ เพราะการทำธุรกิจนั้นจะต้องเน้นเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพ การลดต้นทุนและความสามารถในการทำงาน แต่การคอรัปชั่นได้ตัดตอนในส่วนนี้ไป มีแต่จะคิดถึงการวิ่งเต้น บิดเบือนภาคการผลิต จึงไม่อยากให้คนที่ประสบความสำเร็จจากการคอรัปชั่นมาเป็นตัวอย่างให้คนอื่นต้องทำตามอีกต่อไป”
เกรียงไกร กล่าวด้วยว่า จากมุมมองของฝ่ายการเมือง ทำให้ดูเหมือนจะมีความหวัง แต่สิ่งที่ต้องการจะฝากเพิ่มเติมคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และรวดเร็ว
“ไพบูลย์” กล่าวว่า นอกจากนโยบายการดูแลประชาชนในการยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นแล้ว อยากจะฝากให้สนใจบริษัทขนาดเล็ก โดยอยากจะฝากรัฐบาลใหม่ให้เข้ามาดูแลบริษัทขนาดใหญ่ที่ใช้อำนาจ ความใกล้ชิดและการที่มีเม็ดเงินมากกว่า โดยเข้าไปดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ทำให้บริษัทขนาดเล็กที่คนไทยถือหุ้นอยู่ 100% สามารถลืมตาอ้าปากได้บ้าง เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น
ทั้งนี้ การประกาศต่อต้านการคอรัปชั่นของพรรคการเมืองต่างๆ ถือเป็นสัญญาประชาคม ที่ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเข้ามาเป็นรัฐบาล จะต้องแก้ไขเป็นอันดับแรก เพื่อประเทศชาติจะอยู่รอดต่อไป



